ฎีกา ปี พ.ศ. 2529 แพ่ง
ฎีกาที่ 2869/2529
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
เดิมศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์นำส่งสำเนาฎีกาให้ผู้ร้องภายใน 7 วัน ปรากฏว่าส่งสำเนาฎีกาให้ทนายผู้ร้องไม่ได้ ต่อมาโจทก์แถลงขอให้ส่งสำเนาฎีกาแก่ผู้ร้องอีกครั้งหนึ่ง ศาลชั้นต้นจึงสั่งให้ส่งสำเนาฎีกาให้ตัวผู้ร้อง หากไม่พบตัวผู้ร้องและไม่มีผู้ใดรับแทนโดยชอบให้ปิด คำสั่งศาลชั้นต้นครั้งหลังเป็นคำสั่งที่ต่อเนื่องมาจากคำสั่งเดิมนั่นเอง โจทก์จึงต้องนำส่งสำเนาฎีกาให้ตัวผู้ร้องภายในระยะเวลาอันสมควร การที่โจทก์เพิกเฉยไม่นำส่งสำเนาฎีกาให้ผู้ร้องแก้ตามคำสั่งศาลชั้นต้นครั้งหลังจนล่วงเลยเวลาที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งถึง 2เดือนเศษ และหลังจากนั้นก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ติดต่อให้ส่งสำเนาฎีกาแก่ผู้ร้องแต่อย่างใด พฤติการณ์ของโจทก์ดังกล่าวถือได้ว่าโจทก์ทิ้งฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธิพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1774(2),247 แล้ว
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา อ้างว่าเป็นทรัพย์สินของจำเลย ผู้ร้องยื่นคำร้องขัดทรัพย์ว่าทรัพย์สินบางรายการเป็นของผู้ร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกคำร้องโจทก์นำยึดอีกครั้งหนึ่ง ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าทรัพย์สินที่โจทก์นำยึดบางรายการเป็นของผู้ร้องซื้อมาจากจำเลยโดยความรู้เห็นยินยอมของโจทก์กับภริยาโจทก์โจทก์คัดค้านคำร้องขัดทรัพย์ ผู้ร้องและโจทก์แถลงขอให้ศาลถือเอาพยานหลักฐานที่นำสืบในชั้นแรกเป็นพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่ายและไม่สืบพยานอื่นศาลชั้นต้นพิพากษาแล้ว มีคำสั่งให้ปล่อยทรัพย์สินตามคำร้องขัดทรัพย์โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์มิได้คัดค้านว่าผู้ร้องไม่ได้เป็นเจ้าของทรัพย์จึงไม่มีประเด็นที่จะวินิจฉัยในเรื่องเจ้าของทรัพย์ พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาพิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และให้ส่งสำนวนคืนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ในประเด็นที่ว่า ทรัพย์ตามคำร้องขัดทรัพย์เป็นของผู้ร้องหรือมิใช่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ทรัพย์ตามคำร้องขัดทรัพย์เป็นของผู้ร้อง พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงวันที่ 10 กันยายน 2527 ให้รับฎีกาโจทก์และให้โจทก์นำส่งสำเนาฎีกาให้ผู้ร้องภายใน 7 วัน ต่อมาโจทก์นำส่งสำเนาฎีกาให้นายผู้ร้องไม่ได้ครั้นวันที่ 4 ตุลาคม 2527 โจทก์แถลงขอให้ส่งสำเนาฎีกาแก่ผู้ร้องอีกครั้งหนึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งสำเนาฎีกาให้ตัวผู้ร้องหากไม่พบและไม่มีผู้ใดรับแทนโดยชอบให้ปิด แต่โจทก์มิได้นำส่งจนกระทั่งวันที่ 21 ธันวาคม 2527 ศาลชั้นต้นจึงสั่งให้ส่งฎีกาของโจทก์มายังศาลฎีกาเพื่อมีคำสั่งศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในชั้นแรกศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์นำส่งสำเนาฎีกาให้ผู้ร้องภายใน 7 วัน และส่งสำเนาฎีกาให้ทนายผู้ร้องไม่ได้ ต่อมาเมื่อโจทก์แถลงขอให้ส่งสำเนาฎีกาแก่ผู้ร้องอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งสำเนาฎีกาให้ตัวผู้ร้อง หากไม่พบตัวผู้ร้องและไม่มีผู้ใดรับแทนโดยชอบให้ปิดนั้นเห็นได้ว่าเป็นคำสั่งที่ต่อเนื่องมาจากคำสั่งเดิม โจทก์จึงต้องส่งภายในระยะเวลาอันสมควรการที่โจทก์เพิกเฉยไม่นำส่งสำเนาฎีกาให้ผู้ร้องแก้ตามคำสั่งศาลชั้นต้น จนล่วงเลยเวลาที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งถึง 2 เดือนเศษ และภายหลังจากนั้นก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ติดต่อให้ส่งสำเนาฎีกาแก่ผู้ร้องแต่อย่างใด พฤติการณ์ของโจทก์ถือได้ว่าโจทก์ทิ้งฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174(2), 247ให้จำหน่ายคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 132(1)
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - นายหมี่เซ็ง แซ่จึง
ผู้ร้อง - นายศิริ วาดอักษร
จำเลย - นายเป่งฮิง แซ่ตั้ง - กฎหมายที่อ้าง
- ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง — ม. 174 (2), ม. 247
- องค์คณะ
- ไพรัช วงศ์วัฒนะ
โสภณ รัตนากร
วิฑูรย์ ตั้งตรงจิตต์
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา