ฎีกา ปี พ.ศ. 2540 แพ่ง

ฎีกาที่ 290/2540

คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)

โจทก์เป็นองค์การของรัฐบาลจัดตั้งขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การตลาดเพื่อเกษตรกรพ.ศ.2517มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรตามมาตรา6(1)ถึง(8)ตามสัญญาซื้อปุ๋ยจำเลยที่1ต้องชำระเงินค่าปุ๋ยให้โจทก์ในวันทำสัญญาไม่น้อยกว่าร้อยละ5ส่วนที่เหลือชำระภายใน12เดือนโดยโจทก์คิดราคาปุ๋ยเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ0.65ต่อเดือนของราคาปุ๋ยที่ค้างชำระเท่านั้นซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำโจทก์จึงไม่ใช่พ่อค้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา165(1)เดิมซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะฟ้องเพราะไม่ได้ซื้อสินค้ามาแล้วขายไปเป็นปกติธุระเพื่อหากำไรจึงนำอายุความ2ปีตามบทกฎหมายดังกล่าวมาบังคับใช้แก่โจทก์ไม่ได้ต้องใช้อายุความ10ปีตามมาตรา164เดิม ที่จำเลยที่7ที่8 ที่9ที่10และที่17ฎีกาว่าหนังสือมอบอำนาจไม่ได้ปิดอากรแสตมป์จึงไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานว่าจำเลยที่1ได้มอบอำนาจให้จำเลยที่2ทำการซื้อปุ๋ยแทนหนังสือสัญญาซื้อปุ๋ยจึงไม่ผูกพันจำเลยที่1จำเลยที่7ที่8ที่9ที่10และที่17ในฐานะผู้ค้ำประกันจำเลยที่1ต่อโจทก์นั้นจำเลยที่7ที่8ที่9ที่10และที่17มิได้ให้การต่อสู้ไว้ในคำให้การว่าหนังสือสัญญาซื้อปุ๋ยไม่ผูกพันจำเลยที่1จำเลยที่7ที่8ที่9ที่10และที่17ผู้ค้ำประกันจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ฎีกาข้อนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา249วรรคแรกศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ จำเลยที่1ซื้อปุ๋ยจากโจทก์เป็นเงิน920,260บาทชำระค่าปุ๋ยในวันทำสัญญาแล้ว46,020บาทคงค้างชำระ874,240บาทโจทก์ได้คิดราคาปุ๋ยเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ0.65ต่อเดือนของราคาปุ๋ยที่ค้างชำระนับแต่เดือนกันยายน2523ถึงเดือนกันยายน2524เป็นเงิน73,873.28บาทรวมเป็นราคาปุ๋ยค้างชำระณเดือนกันยายน2524เป็นเงิน948,113.28บาทในเดือนกันยายน2524จำเลยที่1ได้ผ่อนชำระค่าปุ๋ยอีก5,000บาทจึงคงเหลือค่าปุ๋ยค้างชำระ943,113.28แม้ยอดค้างชำระดังกล่าวจะมีราคาปุ๋ยที่เพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ0.65ต่อเดือนรวมอยู่ด้วยก็มิใช่ดอกเบี้ยฉะนั้นโจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากยอดเงินค่าปุ๋ยค้าชำระ943,113.28บาทกรณีมิใช่เป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ย ดอกเบี้ยเนื่องจากการผิดนัดในกรณีนี้มิใช่ดอกเบี้ยค้างส่งซึ่งมีอายุความ5ปีตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา166เดิมแต่เป็นดอกเบี้ยที่กำหนดแทนค่าเสียหายตามมาตรา224วรรคแรก

คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล พ.ศ. 2496 โดยจัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกา จัดตั้งองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร พ.ศ. 2517 มีร้อยตรีประจวบ บุรพรัตน์เป็นผู้อำนวยการทำการแทนโจทก์ โดยมีวัตถุประสงค์ดำเนินการซื้อผลิตผลเกษตรกรรมและสินค้าอุตสาหกรรมในครัวเรือนของเกษตรกร เพื่อพยุงราคาหรือรักษาระดับราคาตามที่คณะกรรมการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกรกำหนด จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลมีประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ เลขานุการ เหรัญญิกและกรรมการอีก 1 คน ทำการแทนจำเลยที่ 1 ได้ จำเลยที่ 2 เป็นประธานกรรมการ จำเลยที่ 3 เป็นรองประธานกรรมการ จำเลยที่4 เป็นเลขานุการ จำเลยที่ 5 เป็นเหรัญญิก จำเลยที่ 6 เป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2523 จำเลยที่ 1แต่งตั้งให้จำเลยที่ 2 ทำการแทนในการซื้อปุ๋ยไปจากโจทก์เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2523 จำเลยที่ 2 ในฐานะทำการแทนจำเลยที่ 1 ได้ตกลงทำสัญญาซื้อปุ๋ยสูตร 16 - 20 - 0 จำนวน195,800 กิโลกรัม รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 920,260 บาท ไปจากโจทก์มีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 19 เป็นผู้ค้ำประกัน โดยตกลงว่าจำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าปุ๋ยในวันทำสัญญาไม่น้อยกว่าร้อยละ5 ของราคาปุ๋ยทั้งหมด ส่วนที่เหลือจะส่งชำระให้เสร็จสิ้นภายในกำหนด 12 เดือน พร้อมทั้งราคาปุ๋ยที่เพิ่มขึ้น ในอัตราร้อยละ 0.65 ต่อเดือน ของราคาปุ๋ยที่ค้างชำระจำเลยที่ 1ชำระหนี้ให้โจทก์ 2 ครั้ง รวมเป็นเงิน 51,020 บาท แล้วไม่ชำระอีกเลย โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 0.65ต่อเดือนในต้นเงิน 943,113.28 บาท นับตั้งแต่เดือนตุลาคม2524 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่ชำระหนี้คืนให้โจทก์ จนถึงวันฟ้องเป็นเวลา 8 ปี 9 เดือน 21 วัน คิดเป็นดอกเบี้ย 606,328.97 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1จะต้องชำระแก่โจทก์ทั้งสิ้น 1,549,442.20 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบเก้าร่วมกันชำระเงินให้โจทก์ 1,549,442.20 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 0.65 ต่อเดือน ในต้นเงิน 943,113.28บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 11 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาจำเลยที่ 13 ที่ 15 และที่ 16 ถึงแก่ความตายก่อนโจทก์ฟ้องคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีจำเลยที่ 3 และที่ 12 ให้การว่า ไม่ได้เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 5 ที่ 6 ที่ 14 ที่ 18 และที่ 19 ให้การว่าโจทก์ฟ้องเรียกดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยและฟ้องเรียกเกิน 5 ปีเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย และฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 7 ที่ 8 ที่ 10 และที่ 17 ให้การว่า โจทก์ฟ้องเรียกดอกเบี้ยค้างชำระเกิน 5 ปี เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายและฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 9 ให้การว่า ลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกันเป็นลายมือชื่อปลอม โจทก์ฟ้องเรียกดอกเบี้ยเกิน 5 ปี และฟ้องโจทก์ขาดอายุความขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 11และที่ 12 ร่วมกันชำระเงิน 1,549,442.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 0.65 ต่อเดือน ในต้นเงิน 943,113.28 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเงินเสร็จแก่โจทก์โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะดอกเบี้ยให้จำเลยที่ 1 ชำระในอัตราร้อยละ 0.65 ต่อเดือน จากต้นเงิน874,240 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 10ที่ 11 ที่ 12 ที่ 14 ที่ 17 ที่ 18 และที่ 19 ร่วมรับผิดด้วยเป็นเงิน 874,240 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 0.65ต่อเดือนนับจากวันฟ้องถอยหลังลงไป 5 ปี และดอกเบี้ยในอัตราเดียวกันจากต้นเงิน 874,240 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ จำเลยที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 10 และที่ 17 ฎีกา โดยจำเลยที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 10 และที่ 17 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาอย่างคนอนาถาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 10 และที่ 17 ฎีกาข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความนั้น เห็นว่า โจทก์เป็นองค์การของรัฐบาลจัดตั้งขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร พ.ศ. 2517 มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรตามมาตรา 6(1) ถึง (8) ตามสัญญาซื้อปุ๋ยเอกสารหมาย จ.10 จำเลยที่ 1 ต้องชำระเงินค่าปุ๋ยให้โจทก์ในวันทำสัญญาไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ส่วนที่เหลือชำระภายใน12 เดือน โดยโจทก์คิดราคาปุ๋ยเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 0.65ต่อเดือน ของราคาปุ๋ยที่ค้างชำระเท่านั้นซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำโจทก์จึงไม่ใช่พ่อค้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา165 (1) เดิม ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะฟ้อง เพราะไม่ได้ซื้อสินค้ามาแล้วขายไปเป็นปกติธุระเพื่อหากำไร จึงนำอายุความ2 ปี ตามกฎหมายดังกล่าวมาบังคับใช้แก่โจทก์ไม่ได้ ต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 164เดิม ฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความจำเลยที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 10 และที่ 17 ฎีกาข้อสุดท้ายว่าหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.7 ไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ จึงไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานว่าจำเลยที่ 1 ได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ทำการซื้อปุ๋ยแทนหนังสือสัญญาซื้อปุ๋ยจึงไม่ผูกพันจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 10 และที่ 17 ในฐานะผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เห็นว่า จำเลยที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 10 และที่ 17 มิได้ให้การต่อสู้ไว้ในคำให้การว่าหนังสือสัญญาซื้อปุ๋ยไม่ผูกพันจำเลยที่ 1จำเลยที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 10 และที่ 17 ผู้ค้ำประกันจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ฎีกาข้อนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249วรรคแรก ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ส่วนปัญหาตามฎีกาโจทก์ข้อแรกมีว่า การคิดดอกเบี้ยจากต้นเงิน 943,113.28 บาท ตามฟ้อง เป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยหรือไม่ ตามสัญญาซื้อปุ๋ยเอกสารหมาย จ.10 ข้อ 2ระบุว่า "ผู้ซื้อต้องส่งชำระเงินค่าปุ๋ยในวันทำสัญญาไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ของราคาปุ๋ยที่ซื้อทั้งหมดเป็นเงิน 46,020 บาท(สี่หมื่นหกพันยี่สิบบาทถ้วน) ส่วนที่เหลือจะส่งชำระให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดสิบสองเดือน พร้อมทั้งราคาปุ๋ยที่เพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 0.65 ต่อเดือน (เศษของเดือนถ้าเกิน 15 วัน คิดเป็นหนึ่งเดือน) ของราคาปุ๋ยที่ค้างชำระ" และข้อเท็จจริงฟังยุติตามฟ้องโจทก์โดยฝ่ายจำเลยมิได้โต้แย้งว่า จำเลยที่ 1 ซื้อปุ๋ยจากโจทก์เป็นเงิน 920,260 บาท ชำระค่าปุ๋ยในวันทำสัญญาแล้ว 46,020 บาท คงค้างชำระ 847,240 บาท โจทก์ได้คิดราคาปุ๋ยเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 0.65 ต่อเดือน ของราคาปุ๋ยที่ค้างชำระนับแต่เดือนกันยายน 2523 ถึงเดือนกันยายน 2524เป็นเงิน 73,873.28 บาท รวมเป็นราคาปุ๋ยค้างชำระ ณ เดือนกันยายน 2524 เป็นเงิน 948,113.28 บาท ในเดือนกันยายน 2524จำเลยที่ 1 ได้ผ่อนชำระค่าปุ๋ยอีก 5,000 บาท จึงคงเหลือค่าปุ๋ยค้างชำระ 943,113.28 บาท แม้ยอดค้างชำระดังกล่าวจะมีราคาปุ๋ยที่เพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 0.65 ต่อเดือน รวมอยู่ด้วย ก็มิใช่ดอกเบี้ย ฉะนั้นโจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากยอดเงินค่าปุ๋ยค้างชำระ 943,113.28 บาท กรณีมิใช่เป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยปัญหาตามฎีกาโจทก์ข้อสุดท้ายมีว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยย้อนหลังเพียงใด เห็นว่า ดอกเบี้ยเนื่องจากการผิดนัดในกรณีนี้มิใช่ดอกเบี้ยค้างส่ง ซึ่งมีอายุความ 5 ปี ตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 166 เดิม แต่เป็นดอกเบี้ยที่กำหนดแทนค่าเสียหายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา224 วรรคแรก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยเนื่องจากการผิดนัดย้อนหลังเพียง 5 ปีจึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5ที่ 6 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 10 ที่ 11 ที่ 12 ที่ 14 ที่ 17ที่ 18 และที่ 19 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 943,113.28 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 0.65 ต่อเดือน นับแต่เดือนตุลาคม2524 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้อง (วันที่ 21 สิงหาคม 2533) ต้องไม่เกิน 606,328.97 บาทตามที่ขอมา

ข้อมูลคดี

คู่ความ
โจทก์ - องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร
จำเลย - กลุ่มเกษตรกรทำนามะลวน กับพวก
กฎหมายที่อ้าง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ม. 164 เดิม, ม. 165 เดิม, ม. 166 เดิม, ม. 224 วรรคแรก, ม. 224 วรรคสอง
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง — ม. 249 วรรคแรก
องค์คณะ
สถิตย์ ไพเราะ
พรชัย สมรรถเวช
สมคิด ไตรโสรัส

ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว

ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหาฎีกาอื่นข้อกฎหมายและมาตรา