ฎีกา ปี พ.ศ. 2538 แพ่ง

ฎีกาที่ 2947/2538

คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)

โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายที่จำเลยที่1ลูกจ้างจำเลยที่2ได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รถยนต์ซึ่งเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับส. สามีโจทก์จากจำเลยที่2ซึ่งไม่เข้ากรณีใดในอนุมาตรา1ถึงอนุมาตรา8ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1476วรรคหนึ่งโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองได้โดยไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากสามีตามวรรคสองของบทบัญญัติดังกล่าว

คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของรถยนต์หมายเลขทะเบียน ก-3851พิษณุโลก จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 3บ-1485กรุงเทพมหานคร ซึ่งใช้ในราชการของจำเลยที่ 2 ไปตามถนนสายพิษณุโลก-หล่มสัก โดยมุ่งหน้าไปทางอำเภอหล่มสักด้วยความเร็วเมื่อถึงระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 38-39 ซึ่งเป็นทางขึ้นเนินจำเลยที่ 1 ได้ห้ามล้อและหักหลบไปทางขวา เนื่องจากมีกิ่งไม้ขวางช่องเดินรถที่จำเลยที่ 1 ขับมา ทำให้รถยนต์บรรทุกเสียหายหลักลื่นเข้าไปในช่องเดินรถตรงข้าม และชนรถยนต์ของโจทก์ซึ่งแล่นสวนมาจนตกถนนทำให้รถยนต์ของโจทก์เสียหาย โจทก์ซื้อรถยนต์ดังกล่าวมาในราคา 502,500 บาท ติดเครื่องอุปกรณ์ 35,500 บาท และเครื่องปรับอากาศ 21,000 บาท แต่ขายซากรถยนต์ไปได้ราคา 100,000 บาทราคารถยนต์ขาดไป 402,500 บาท และโจทก์ต้องจ่ายค่ารถลากจูง2,500 บาท และเสียค่าใช้จ่ายในระหว่างไม่ได้ใช้รถยนต์ถึงวันฟ้องเป็นเวลา 308 วัน วันละ 50 บาท เก็บเงิน 15,400 บาท รวมค่าเสียหาย476,900 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดถึงวันฟ้อง 30,181.88 บาท รวมเป็นเงิน 507,081.88 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 507,081.88 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 476,900 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะไม่ได้รับความยินยอมจากสามี ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 385,500 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างจำเลยที่ 1 ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ชนรถยนต์โจทก์ได้รับความเสียหายมีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 2 ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ จำเลยที่ 1ขับรถยนต์บรรทุกโดยประมาทเลินเล่อหรือไม่ และค่าเสียหายมีเพียงใดปัญหาแรกที่ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่นั้น คดีนี้แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่าขณะโจทก์ยื่นฟ้อง โจทก์เป็นหญิงมีสามีและไม่มีหนังสือให้ความยินยอมจากสามีก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 รับว่ารถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ก-3851 พิษณุโลกตามฟ้องเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับนายสุรศักดิ์ รักษ์สุจิตรักษ์สามีโจทก์ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้ระบุให้คู่สมรสสามารถจัดการสินสมรส ที่จะต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่งก็แต่ในกรณีเป็นการจัดการสินสมรสที่เกี่ยวกับทรัพย์สินตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1476 วรรคหนึ่ง ระบุไว้ในอนุมาตรา 1 ถึงอนุมาตรา 8 เท่านั้น ซึ่งเมื่อได้พิจารณาจากคำฟ้องของโจทก์ในคดีนี้แล้วจะเห็นได้ว่าเป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่สินสมรสของโจทก์จากจำเลยที่ 2 ไม่เข้ากรณีหนึ่งกรณีใดในอนุมาตรา 1ถึงอนุมาตรา 8 ดังที่กฎหมายบัญญัติไว้ดังกล่าวข้างต้นแต่ประการใดและตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ดังกล่าวข้างต้นนี้เองในวรรคสองกลับได้ระบุไว้ชัดเจนว่า การจัดการสินสมรสนอกจากกรณีที่บัญญัติไว้ในวรรคหนึ่งสามีหรือภริยาจัดการได้โดยมิต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่าย อันเป็นการยืนยันให้กระทำได้อีกด้วย ฉะนั้นโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองได้โดยไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากสามี"พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

คู่ความ
โจทก์ - นาง วรางคณา ศิวะแพยท์หรือรักษ์สุจิตรัตน์
จำเลย - นาย เจริญ พุ่มเมือง กับพวก
กฎหมายที่อ้าง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ม. 1476
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง — ม. 55
องค์คณะ
สุชาติ ถาวรวงษ์
สุทธิ นิชโรจน์
สุประดิษฐ์ หุตะสิงห์

ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว

ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหาฎีกาอื่นข้อกฎหมายและมาตรา