ฎีกา ปี พ.ศ. 2545 แพ่ง
ฎีกาที่ 2963/2545
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารจากจำเลย แต่จำเลยมิได้ก่อสร้างอาคารให้แล้วเสร็จตามสัญญา โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาภายใน 30 วัน หากพ้นกำหนดถือเป็นการบอกเลิกสัญญา เมื่อจำเลยเห็นว่าระยะเวลาดังกล่าวไม่อาจปฏิบัติตามสัญญาได้ จำเลยชอบที่จะขอขยายระยะเวลาการก่อสร้างอาคารจากโจทก์ แต่ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยกระทำเช่นนั้น ดังนั้น เมื่อพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวจำเลยยังไม่สามารถส่งมอบอาคารให้โจทก์ได้ สัญญาระหว่างโจทก์และจำเลยจึงเลิกกันคู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 การที่ศาลจะพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราที่สูงเกินกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องหรือสูงกว่าที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามกฎหมายนั้น ต้องเป็นกรณีที่ศาลใช้ดุลพินิจโดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการสู้ความหรือการดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(6) เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินดาวน์และเงินค่างวดคืนโจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แต่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี โดยไม่มีข้อวินิจฉัยว่าจำเลยไม่สุจริตในการสู้ความหรือในการดำเนินคดีอย่างไร จึงไม่มีเหตุที่จะพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราที่สูงเกินกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องได้ เป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาจะซื้อที่ดินพร้อมอาคารทาวน์เฮ้าส์ เนื้อที่ 24ตารางวา จากจำเลยในราคา 1,980,000 บาท โดยจำเลยตกลงก่อสร้างอาคารให้แล้วเสร็จภายในกำหนด 24 เดือนนับตั้งแต่วันทำสัญญา โจทก์ได้ชำระเงินตามสัญญาให้แก่จำเลยแล้ว รวมเป็นเงิน 1,144,000 บาท แต่จำเลยก่อสร้างอาคารไม่แล้วเสร็จตามสัญญาโจทก์จึงบอกเลิกสัญญาแก่จำเลย และแจ้งให้จำเลยคืนเงินที่รับไว้แก่โจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉย จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระดอกเบี้ยตามกฎหมายของต้นเงินดังกล่าวแก่โจทก์ คิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 303,267.61 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,447,267.61 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,144,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยให้การว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่ชำระค่างวดให้ครบถ้วนตามสัญญาโจทก์จึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยกำหนดเวลา30 วันที่โจทก์แจ้งให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาน้อยเกินไปไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,447,267.61 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,144,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 พฤษภาคม 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่22 พฤษภาคม 2541) จนถึงวันชำระเสร็จ ให้เปลี่ยนจากร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นร้อยละ15 ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2536 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารจากจำเลยในราคา 1,980,000 บาท โดยผ่อนชำระ80 งวด โจทก์ได้ชำระเงินค่าจอง ชำระเงินงวดแรกและงวดที่สองแก่จำเลยแล้วเป็นเงินจำนวน 220,000 บาท ทั้งยังชำระเงินค่างวดให้จำเลยอีก 42 งวด รวมเป็นเงินจำนวน1,144,000 บาท จำเลยก่อสร้างอาคารไม่เสร็จตามสัญญาโจทก์จึงขอระงับการชำระเงินค่างวด จำเลยตกลงยินยอม ต่อมาโจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยก่อสร้างอาคารให้เสร็จและโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์ภายใน 30 วัน หากจำเลยไม่โอนกรรมสิทธิ์ถือเป็นการบอกเลิกสัญญา แต่จำเลยก่อสร้างอาคารไม่เสร็จภายในกำหนดเวลาดังกล่าว คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ ได้ความจากคำเบิกความของนายเจษฎา สินประเสริฐกุล ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ว่า หลังจากโจทก์ทำสัญญาจะซื้อที่ดินและอาคารจากจำเลยแล้ว โจทก์ได้ผ่อนชำระค่าที่ดินและอาคารให้แก่จำเลยตลอดมาจนถึงงวดที่ 42 จำเลยก็ยังไม่ทำการก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามสัญญา โจทก์จึงมีหนังสือขอระงับการชำระเงินตามสัญญาตั้งแต่งวดที่ 43 เป็นต้นไป ซึ่งจำเลยก็ตกลงยินยอมตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคาร ข้อ 5 จำเลยผู้จะขายจะต้องก่อสร้างอาคารที่ตกลงจะซื้อขายให้แล้วเสร็จภายในกำหนด 24 เดือนนับแต่วันทำสัญญา การขยายระยะเวลาก่อสร้าง 24 เดือนดังกล่าว สามารถขยายออกไปได้เมื่อมีเหตุสุดวิสัยหรือมีเหตุอื่นเช่น อัคคีภัย การนัดหยุดงาน ข้อเท็จจริงได้ความว่า หลังจากโจทก์จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารแล้ว โจทก์ได้ผ่อนชำระค่างวดให้แก่จำเลยตลอดมา แต่เมื่อครบกำหนด 24 เดือนนับแต่วันทำสัญญา จำเลยก่อสร้างอาคารตามสัญญาไม่แล้วเสร็จ โดยไม่ปรากฏว่ามีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุอื่นตามสัญญาเกิดขึ้น อันจะทำให้จำเลยไม่อาจก่อสร้างอาคารให้แล้วเสร็จภายในกำหนด 24 เดือนนับแต่วันทำสัญญาได้ จำเลยจึงอ้างว่า เหตุที่การก่อสร้างล่าช้าเพราะจำเลยใช้วัสดุแบบคอนกรีตพิเศษโดยใช้เทคนิคใหม่หาได้ไม่ การก่อสร้างอาคารจะใช้วิธีใดเป็นเรื่องของจำเลย ซึ่งจำเลยย่อมต้องคำนวณระยะเวลาในการก่อสร้างไว้แล้วเมื่อทำสัญญากับโจทก์ การที่จำเลยก่อสร้างอาคารไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดจึงเป็นการผิดสัญญา หลังจากครบกำหนดการก่อสร้างตามสัญญาแล้วโจทก์ยังคงผ่อนชำระค่างวดให้แก่จำเลยต่อมาจนถึงงวดที่ 42 แสดงว่าโจทก์ยังมีความประสงค์ที่จะให้จำเลยก่อสร้างอาคารให้แล้วเสร็จตามสัญญา แต่เมื่อโจทก์ผ่อนชำระค่างวดมาถึงงวดที่ 42 ซึ่งเป็นระยะเวลานับแต่วันทำสัญญาประมาณ 3 ปี6 เดือน ปรากฏว่าจำเลยก็ยังก่อสร้างอาคารไม่แล้วเสร็จตามสัญญา ระยะเวลาดังกล่าวเนิ่นนานพอที่จะทำให้จำเลยสามารถก่อสร้างอาคารให้แล้วเสร็จตามสัญญาได้ แต่จำเลยก็เพิกเฉยไม่ทำการก่อสร้างอาคารต่อไปให้แล้วเสร็จ เมื่อการก่อสร้างอาคารไม่แล้วเสร็จในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2539 โจทก์จึงได้ทำเอกสารถึงจำเลยขอยุติการชำระค่างวดตั้งแต่งวดที่ 43 เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยจะส่งมอบอาคารให้โจทก์เข้าอยู่อาศัยได้ตามสัญญาซึ่งจำเลยก็ตกลงให้โจทก์หยุดการชำระค่างวดได้ จนกว่าจำเลยจะส่งมอบอาคารให้โจทก์หลังจากนั้นก็ปรากฏว่าจำเลยมิได้ทำการก่อสร้างอาคารให้แล้วเสร็จ โดยคงหยุดการก่อสร้างตลอดมา การที่โจทก์ขอหยุดผ่อนการชำระค่างวดและจำเลยก็เห็นชอบแล้ว เป็นการที่โจทก์กระทำเพื่อบรรเทาความเสียหายของโจทก์ โจทก์มิได้เป็นผู้ผิดสัญญาแต่ประการใด เมื่อจำเลยไม่ก่อสร้างอาคารให้แล้วเสร็จ โจทก์จึงมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือ หากพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวโจทก์ถือว่าเป็นการบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยซึ่งจำเลยได้รับหนังสือแล้ว แต่จำเลยก็ไม่อาจส่งมอบที่ดินและอาคารให้โจทก์ได้ ที่จำเลยอ้างว่าระยะเวลา 30 วัน ไม่พอที่จำเลยจะปฏิบัติตามสัญญาได้นั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยได้รับหนังสือให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาของโจทก์ เมื่อจำเลยเห็นว่าระยะเวลา 30 วัน ไม่อาจปฏิบัติตามสัญญาได้หากจำเลยมีความสุจริตในการปฏิบัติตามสัญญาจริง จำเลยก็ชอบที่จะขอขยายระยะเวลาการก่อสร้างอาคารจากโจทก์ได้ แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยขอขยายระยะเวลาการก่อสร้างจากโจทก์ เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลา 30 วัน จำเลยยังไม่อาจส่งมอบอาคารให้โจทก์ได้ จึงถือว่าสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารระหว่างโจทก์จำเลยเป็นอันเลิกกัน คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 จำเลยฎีกาประการต่อมาว่า การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องถึงวันชำระเสร็จโดยที่ไม่มีผู้ใดอุทธรณ์เป็นการไม่ชอบ เห็นว่า การที่ศาลจะพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราที่สูงเกินกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องหรือสูงกว่าที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามกฎหมายนั้น ต้องเป็นกรณีที่ศาลใช้ดุลพินิจโดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการสู้ความหรือการดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(6)โดยที่คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินดาวน์และเงินค่างวดคืนโจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามคำฟ้องแต่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ในส่วนดอกเบี้ยเป็นอัตราร้อยละ 15ต่อปี โดยตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ก็ไม่ได้มีข้อวินิจฉัยว่า จำเลยไม่สุจริตในการสู้ความหรือในการดำเนินคดีนี้อย่างไร ทั้งตามสำนวนก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยสู้ความโดยไม่สุจริตอย่างไร จึงไม่มีเหตุตามบทบัญญัติมาตรา 142(6) ที่จะพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราที่สูงเกินกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าที่ปรากฏในคำฟ้อง จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่งฎีกาในข้อนี้ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น"พิพากษาแก้เป็นว่า ในส่วนดอกเบี้ยให้บังคับไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - นาง อมรรัตน์ สินประเสริฐกูล
จำเลย - บริษัท บางกอกแลนด์ จำกัด (มหาชน - กฎหมายที่อ้าง
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ม. 391, ม. 456 วรรคสอง
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง — ม. 142 - องค์คณะ
- สบโชค สุขารมณ์
ชูชาติ ศรีแสง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา