ฎีกา ปี พ.ศ. 2541 แพ่งและอาญา
ฎีกาที่ 3017/2541
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
วิธีการตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 20เป็นการดำเนินการในชั้นสอบสวนและการพิจารณาคดีในชั้นศาลการที่ศาลถามผู้ต้องหาหรือจำเลยว่าจะให้การประการใดตามความในมาตรา 20 ดังกล่าว ถือเป็นการพิจารณา และตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 วรรคสองบัญญัติว่า ก่อนเริ่มพิจารณาให้ศาลถามจำเลยว่ามีทนายหรือไม่ดังนั้น ก่อนเริ่มพิจารณาหรือก่อนเริ่มการพิจารณาสอบถามผู้ต้องหาหรือจำเลยว่าจะให้การประการใด ศาลจะต้องสอบถามเรื่องทนายจำเลยเสียก่อนเท่านั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 วรรคสองประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 หากศาลมิได้สอบถามเรื่องทนายจำเลย แต่ก้าวล่วงไปถึงการพิจารณาสอบถามคำให้การของจำเลยจึงเป็นการมิชอบ
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 352, 91จำเลยให้การรับสารภาพศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 352 วรรคหนึ่ง การกระทำความผิดของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษ จำคุกกระทงละ 1 เดือนรวม 34 กระทง จำคุก 34 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 17 เดือนจำเลยอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสอบถามจำเลยเรื่องทนายความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 วรรคสอง แล้วพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดีโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฎีกาในทำนองว่าการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีอาญาซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลแขวงตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 15 ประกอบมาตรา 22(5) ที่แก้ไขแล้ว กฎหมายมีเจตนารมณ์ให้ดำเนินการให้เสร็จสิ้นโดยรวดเร็วดังวิธีการตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 20 ดังนั้น จึงไม่จำต้องนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงพ.ศ. 2499 มาตรา 4 มาใช้บังคับอีก นั้น เห็นว่า วิธีการตามมาตรา 20 ดังกล่าว เป็นการดำเนินการในชั้นสอบสวนและการพิจารณาคดีในชั้นศาล โดยศาลฎีกาจะกล่าวเฉพาะการพิจารณาคดีในชั้นศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1(8) ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ซึ่งกฎหมายให้คำจำกัดความไว้ว่า "การพิจารณา หมายความว่า กระบวนพิจารณาทั้งหมดในศาล" ดังนั้น การที่ศาลถามผู้ต้องหาหรือจำเลยว่าจะให้การประการใด ตามความในมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 ถือเป็นการพิจารณาและด้วยเหตุนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 173 วรรคสอง บัญญัติไว้ว่า "ในคดีที่มีอัตราโทษจำคุกก่อนเริ่มพิจารณาให้ศาลถามจำเลยว่ามีทนายหรือไม่" ฉะนั้น กรณีจึงเป็นที่เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ก่อนเริ่มพิจารณาหรือก่อนเริ่มการพิจารณาสอบถามผู้ต้องหาหรือจำเลยว่าจะให้การประการใดตามมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงฯ ดังกล่าวนั้น ศาลจะกระทำการอื่นมิได้เว้นแต่เฉพาะการสอบถามเรื่องทนายความจำเลยเสียก่อนเท่านั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 173 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 หากศาลมิได้สอบถามเรื่องทนายจำเลยแต่ก้าวล่วงไปถึงการพิจารณาสอบถามคำให้การของจำเลยเลยนั้น ก็เป็นการมิชอบอีกทั้งเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า การดำเนินการในทางคดีอาญา นับเป็นการจำกัดสิทธิส่วนบุคคลของผู้ถูกกล่าวหาจึงจำต้องดำเนินการโดยรีบด่วนและรวดเร็ว แต่การนั้น ๆ จะข้ามขั้นตอนของกฎหมายที่กำหนดไว้ไม่ได้ เพราะเท่ากับเป็นการเพิ่มข้อจำกัดสิทธิแก่ผู้ต้องหาหรือจำเลยโดยไม่ชอบมากขึ้นไปอีกพิพากษายืน
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัด เพชรบูรณ์
จำเลย - นาย นิยม เหล่าพาณิชยางกูร - กฎหมายที่อ้าง
- ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง — ม. 1 (8)
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา — ม. 15, ม. 173
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 — ม. 4, ม. 20 - องค์คณะ
- ระพิณ บุญสิทธิ์
สุชาติ ถาวรวงษ์
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา