ฎีกา ปี พ.ศ. 2537 แพ่ง
ฎีกาที่ 3020/2537
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
ฟ้องโจทก์อ้างว่าโจทก์จดทะเบียนยกที่ดินให้จำเลยโดยเสน่หาจำเลยให้การว่ามิใช่การให้โดยเสน่หาแต่เป็นการให้โดยมีค่าตอบแทนทั้งมีค่าภารติดพันโดยโจทก์กับจำเลยตกลงกันว่าจำเลยให้โจทก์เก็บค่าเช่าในที่ดินจนกว่าโจทก์จะถึงแก่กรรม และเมื่อโจทก์ถึงแก่กรรมจำเลยจะออกค่าทำศพให้ เท่ากับจำเลยต่อสู้ว่าการยกให้ที่ดินรายนี้เป็นการให้ทั้งมีค่าภารติดพันและเป็นบำเหน็จสินจ้างโดยแท้ แม้ศาลชั้นต้นจะกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่าการให้ตามฟ้องเป็นการให้โดยมีค่าภารติดพันหรือไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ก็มีอำนาจวินิจฉัยว่าการให้ของโจทก์มิใช่เป็นการให้โดยมีค่าภารติดพันแต่เป็นการให้เพื่อเป็นบำเหน็จสินจ้างโดยแท้ได้ มิใช่เป็นการวินิจฉัยนอกคำฟ้องคำให้การ
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2528 โจทก์จดทะเบียนยกให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 16235 แก่จำเลยโดยเสน่หา ไม่มีค่าตอบแทนหรือภารติดพันในที่ดิน โดยมีข้อตกลงว่าให้โจทก์มีสิทธิเก็บกินในที่ดินด้วยการให้ผู้อื่นเช่า เพื่อเก็บค่าเช่าที่ดินเลี้ยงชีพจนตลอดชีวิต ต่อมาเมื่อเดือนมีนาคม 2532 โจทก์ป่วยไม่มีเงินรักษาเพราะยากไร้ไม่มีทรัพย์สินพอเลี้ยงชีพจึงขอเงิน9,000 บาท ซึ่งเป็นค่าเช่าที่ดินที่จำเลยเก็บไว้แทนโจทก์จำเลยไม่ให้และไม่ช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลทั้งด่าโจทก์ว่าอีแก่ตายเสียก็ดีอยู่ไปทำไม เมื่อโจทก์ขอที่ดินคืน จำเลยด่าโจทก์ว่านาที่ให้จะเอาคืนใส่โลงไปให้ อีแก่ตอแหลพูดไม่อยู่กับร่องกับรอยถ้าพูดไม่ดีจะด่าให้ยกโคตรเลย การกระทำของจำเลยเป็นการประพฤติเนรคุณและหลังจากนั้นจำเลยก็เก็บค่าเช่าที่ดินจากผู้เช่าเสียเองไม่ให้โจทก์ ขอให้เพิกถอนการให้ที่ดินโฉนดเลขที่16235 ตำบลวัดพริก อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลกและพิพากษากลับเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องจำเลยให้การว่า โจทก์จดทะเบียนยกให้ที่ดินแก่จำเลยเป็นการให้ที่มีค่าตอบแทน ทั้งมีค่าภารติดพัน โดยจำเลยให้โจทก์เก็บค่าเช่าที่ดินจนกว่าโจทก์จะถึงแก่กรรม และเมื่อโจทก์ถึงแก่กรรมจำเลยจะทำศพให้จำเลยได้รักษาพยาบาลเลี้ยงดูโจทก์ไม่เคยด่าว่าหมิ่นประมาทโจทก์หรือทำให้โจทก์เสียชื่อเสียงขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2วินิจฉัยว่า การยกให้ที่ดินพิพาทแก่จำเลยเป็นการให้เพื่อเป็นบำเหน็จสินจ้างโดยแท้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 535(1)จึงถอนการให้ไม่ได้ พิพากษายืน โจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาตามฎีกาโจทก์ในชั้นนี้มีเพียงว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่ายกให้ที่ดินพิพาทแก่จำเลยเป็นการให้เพื่อเป็นบำเหน็จสินจ้างโดยแท้นั้น เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดคดีนอกคำฟ้องให้การหรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ฟ้องโจทก์อ้างว่าโจทก์จดทะเบียนยกที่ดินพิพาทให้จำเลยโดยเสน่หา จำเลยให้การว่ามิใช่การให้โดยเสน่หาแต่เป็นการให้โดยมีค่าตอบแทนทั้งมีค่าภารติดพันในที่ดินพิพาท โดยโจทก์กับจำเลยตกลงกันว่า จำเลยให้โจทก์เก็บค่าเช่าในที่ดินดังกล่าวจนกว่าโจทก์จะถึงแก่กรรม และเมื่อโจทก์ถึงแก่กรรมจำเลยก็จะออกค่าศพให้ เท่ากับจำเลยต่อสู้ว่าการยกให้ที่ดินรายนี้ เป็นการให้ทั้งมีค่าภารติดพันและเป็นบำเหน็จสินจ้างโดยแท้ฉะนั้นแม้ศาลชั้นต้นจะกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่าการให้ตามฟ้องเป็นการให้โดยมีค่าภารติดพันหรือไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ก็มีอำนาจวินิจฉัยว่าการให้ของโจทก์มิใช่เป็นการให้โดยมีค่าภารติดพันแต่เป็นการให้เพื่อเป็นบำเหน็จสินจ้างโดยแท้ คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ดังกล่าวไม่ได้เป็นการวินิจฉัยนอกคำฟ้องคำให้การดังโจทก์ฎีกาแต่อย่างใด"พิพากษายืน
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - นาง รัง ดี แป้น หรือ ปั้น เพชร
จำเลย - นาย บ่าย ปั้น เพชร - กฎหมายที่อ้าง
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ม. 535
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง — ม. 142 - องค์คณะ
- ปราโมทย์ ชพานนท์
อุระ หวังอ้อมกลาง
ปรีชา เฉลิมวณิชย์
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา