ฎีกา ปี พ.ศ. 2533 แพ่งและอาญา

ฎีกาที่ 3075/2533

คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)

คดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 กับพวกเป็นคดีแพ่งฐานละเมิดสิทธิของโจทก์ในตึกแถวพิพาท ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าตึกแถวพิพาทเป็นกรรมสิทธิของโจทก์ จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่ความในคดีแพ่งดังกล่าวย่อมต้องผูกพันตามผลของคำพิพากษามิให้โต้เถียงเป็นอย่างอื่น ส่วนจำเลยที่ 2แม้จะเป็นบุคคลภายนอกในคดีนั้นแต่ก็ให้การต่อสู้ในคดีนี้ว่าตึกแถวพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 ไม่ได้อ้างว่าเป็นของตน จึงไม่ได้พิสูจน์ว่าตนมีสิทธิดีกว่าโจทก์อย่างไร ผลแห่งคำพิพากษาศาลฎีกาที่วินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์ในตึกแถวพิพาทย่อมใช้ยันจำเลยที่ 2ได้เช่นกัน ในคดีอาญาที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองกับพวกในความผิดฐานแจ้งความเท็จและบุกรุกตึกแถวพิพาทในคดีนี้ เมื่อศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองกับพวกไม่มีเจตนากระทำความผิด ไม่ใช่เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดถึงกรรมสิทธิ์ในตึกแถวพิพาท จึงนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46มาใช้บังคับเพื่อให้ศาลในคดีแพ่งฟังข้อเท็จจริงว่าตึกแถวพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ไม่ได้

คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)

โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากตึกแถวของโจทก์และให้ใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยจำเลยทั้งสองให้การว่า เกี่ยวกับตึกแถวพิพาทศาลฎีกาเคยพิพากษาคดีส่วนอาญาที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในข้อหาแจ้งความเท็จและบุกรุกว่าจำเลยทั้งสองไม่มีความผิดฐานบุกรุก จำเลยทั้งสองจึงมีสิทธิครอบครองตึกแถวพิพาท ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องสูงเกินไปและคดีขาดอายุความวันนัดสืบพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยชี้ขาดได้แล้วจึงมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์จำเลยศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยทั้งสองพร้อมบริวารออกจากตึกแถวพิพาทให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ก่อนฟ้องเดือนละ 1,500 บาท รวม 12 เดือน เป็นเงิน 18,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7 ครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์อีกเดือนละ 1,500 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะออกไปจากตึกแถวพิพาทจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้ซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 5649-5650/2516 ของศาลแพ่ง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์โจทก์ฎีกาศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า คำฟ้องโจทก์คดีนี้ไม่เป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดีในชั้นพิจารณาพิพากษาใหม่ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยทั้งสองฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามคำพิพากษาฎีกาที่ 279-280/2519 ที่โจทก์อ้างนั้น เป็นคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 กับนายบรรจบเป็นคดีแพ่งฐานละเมิดสิทธิของโจทก์ในตึกแถวพิพาทรายเดียวกันนี้ และศาลฎีกาได้วินิจฉัยชี้ขาดว่าตึกแถวพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์แล้ว จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่ความในคดีแพ่งดังกล่าวย่อมต้องผูกพันตามผลของคำพิพากษาฎีกาที่โจทก์อ้าง ส่วนจำเลยที่ 2 แม้จะเป็นบุคคลภายนอกในคดีนั้นแต่ก็ให้การต่อสู้ในคดีนี้ว่าตึกแถวพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 ไม่ได้อ้างว่าเป็นของตน จึงไม่ได้พิสูจน์ว่าตนมีสิทธิดีกว่าโจทก์อย่างไร ผลแห่งคำพิพากษาฎีกาที่วินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์ในตึกแถวพิพาทดังกล่าวย่อมใช้ยันจำเลยที่ 2 ได้เช่นเดียวกันส่วนคำพิพากษาฎีกาที่ 1037/2519 ที่จำเลยทั้งสองอ้างมาเป็นคดีอาญาที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในคดีนี้กับพวกข้อหาแจ้งความเท็จ และบุกรุกตึกแถวพิพาทรายเดียวกัน คดีดังกล่าวศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำลเยทั้งสองกับพวกมิได้มีเจตนากระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง มิได้วินิจฉัยชี้ขาดถึงกรรมสิทธิ์ในตึกแถวพิพาทว่าเป็นของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองได้พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

คู่ความ
โจทก์ - นายไกรสิงห์ ไชยสิงห์ทอง
จำเลย - นางฉวีวรรณ สวัสดิ์เรียวกุล กับพวก
กฎหมายที่อ้าง
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง — ม. 145
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา — ม. 46
องค์คณะ
มนู วงศ์แสงจันทร์
เสริมพงศ์ วรยิ่งยง
ชุม สุกแสงเปล่ง

ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว

ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหาฎีกาอื่นข้อกฎหมายและมาตรา