ฎีกา ปี พ.ศ. 2538 แพ่ง
ฎีกาที่ 313/2538
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
จำเลยได้ทำหนังสือถึงโจทก์มีข้อความที่สำคัญว่าตามที่ทางราชการได้ทวงหนี้ค่าใช้จ่ายในการรับตัวลูกเรือจำนวน13คนซึ่งพ้นโทษจำคุกที่ประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียตนามกลับประเทศไทยนั้นจำเลยยินดีชดใช้แต่เนื่องจากเรือของจำเลยถูกประเทศดังกล่าวจับทำให้มีฐานะยากจนมีหนี้สินล้นพ้นตัวจึงขอผ่อนชำระเดือนละ1,000บาทเป็นเรื่องจำเลยซึ่งเป็นบุคคลภายนอกมิได้เป็นลูกหนี้ผูกพันตนเข้าชำระหนี้ให้โจทก์แม้จะไม่เป็นการแปลงหนี้ใหม่เพราะไม่ปรากฏว่าโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตกลงให้หนี้ของลูกเรือทั้ง13คนระงับไปแต่ก็เป็นสัญญาประเภทหนึ่งที่กระทำด้วยความสมัครใจเมื่อไม่ขัดต่อกฎหมายย่อมมีผลใช้บังคับได้ โจทก์ฟ้องโดยอาศัยหนังสือที่จำเลยมีถึงโจทก์เป็นหลักศาลชั้นต้นให้จำเลยรับผิดตามหนังสือดังกล่าวส่วนศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเมื่อโจทก์ไม่ยอมให้จำเลยผ่อนชำระตามหนังสือดังกล่าวเท่ากับข้อเสนอของจำเลยตกไปโจทก์ฎีกาว่าข้อเสนอของจำเลยหาตกเป็นโมฆะทั้งหมดไม่ศาลฎีกาจึงมีอำนาจวินิจฉัยว่าหนังสือดังกล่าวเป็นสัญญาประเภทใดตามที่ถูกต้องแท้จริงได้ ข้อความเฉพาะส่วนที่ขอผ่อนชำระในหนังสือดังกล่าวเป็นเพียงข้อเสนอขึ้นใหม่ของจำเลยดังข้อความในเอกสารที่ว่าจึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาอนุเคราะห์ตามควรแก่กรณีต่อไปด้วยก็จะเป็นพระคุณอย่างสูงจึงมิใช่เงื่อนไขอันบังคับไว้ในสัญญาที่จำเลยยอมผูกพันตนเข้าชำระหนี้แก่โจทก์เป็นผลเมื่อมีเหตุการณ์อันใดอันหนึ่งเกิดขึ้นในอนาคตและไม่แน่นอนเมื่อโจทก์ไม่ตกลงในส่วนที่จำเลยขอผ่อนชำระดังกล่าวจำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญา
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นเจ้าของเรือประมงพรหมนรินทร์ 11ได้ใช้หรืออนุญาตให้ลูกเรือเข้าไปทำการประมงในเขตน่านน้ำของประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียตนาม เป็นเหตุให้ลูกเรือจำนวน 13 คน ถูกเจ้าหน้าที่ของประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียตนามจับ ต่อมาคณะรัฐมนตรีอนุมัติค่าใช้สอยจากเงินงบกลางเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายชำระค่าปรับค่าพาหนะ และค่าใช้จ่ายในการรับลูกเรือเฉพาะของลูกเรือจำเลยโจทก์ทวงถามจำเลยในฐานะนายจ้างจำเลยมีหนังสือถึงโจทก์ยอมชำระหนี้จำนวนดังกล่าวแต่ขอผ่อนชำระเป็นรายเดือนเดือนละ1,000 บาท จำเลยไม่ได้รับอนุมัติจากกระทรวงการคลังให้ผ่อนชำระดังกล่าว ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ 211,627.91 บาทแก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยจำเลยให้การว่า จำเลยทำหนังสือเสนอชำระหนี้แก่โจทก์โดยมีข้อแม้ว่าจำเลยขอผ่อนชำระงวดละ 1,000 บาท ต่อเดือนต่อมาจำเลยได้รับแจ้งจากโจทก์ว่ากระทรวงการคลังไม่อนุมัติให้จำเลยผ่อนชำระ เมื่อโจทก์ไม่รับเงื่อนไขตามที่จำเลยเสนอจำเลยก็ไม่มีหน้าที่ต้องผูกพันต่อโจทก์ในการชำระหนี้ให้โจทก์อีกต่อไป ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้น พิพากษา ให้ จำเลย ชำระหนี้ 211,627.91 บาทพร้อม ด้วย ดอกเบี้ยจำเลย อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับ ให้ยก ฟ้องโจทก์โจทก์ ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยทำหนังสือถึงอธิบดีกรมประมง(ผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร) มีข้อความที่สำคัญว่า ตามที่ทางราชการได้ทวงหนี้ค่าใช้จ่ายในการรับตัวลูกเรือประมงพรหมนรินทร์ 11 จำนวน 13 คน ซึ่งพ้นโทษจำคุกที่ประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียตนามกลับประเทศไทยเป็นเงินทั้งสิ้น 211,851.90 บาท นั้น จำเลยยินดีชดใช้แต่เนื่องจากเรือของจำเลยถูกประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียตนามจับทำให้จำเลยมีฐานะทายาทยากจนมีหนี้สินล้นพ้นตัว จึงขอผ่อนชำระหนี้แก่ทางราชการเดือนละ 1,000 บาท ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2529เป็นต้นไป จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาอนุเคราะห์ตามควรแก่กรณีต่อไปด้วยก็จะเป็นพระคุณอย่างสูง ดังนี้เป็นเรื่องจำเลยซึ่งเป็นบุคคลภายนอกมิได้เป็นลูกหนี้ผูกพันตนเข้าชำระหนี้ให้โจทก์แม้จะไม่เป็นการแปลงหนี้ใหม่ เพราะไม่ปรากฏว่าโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตกลงให้หนี้ของลูกเรือทั้ง 13 คนระงับไป แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยชำระหนี้โดยอาศัยหนังสือที่จำเลยมีถึงโจทก์ดังกล่าวตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 (เอกสารหมาย จ.1)เป็นหลักการที่โจทก์ฎีกาว่า แม้โจทก์โดยกระทรวงการคลังจะไม่อนุมัติให้จำเลยผ่อนชำระตามหนังสือเอกสารดังกล่าวก็ใช้บังคับตามกฎหมายได้หาทำให้ข้อเสนอของจำเลยตกไปทั้งหมดไม่ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์ทุกประการ จากข้อฎีกาของโจทก์ดังกล่าวศาลฎีกาจึงมีอำนาจวินิจฉัยว่า หนังสือดังกล่าวเป็นสัญญาประเภทใดตามที่ถูกต้องแท้จริงได้ เห็นว่า หนังสือดังกล่าวเป็นแต่เพียงจำเลยซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผูกพันตนเข้าชำระหนี้ที่ลูกเรือทั้ง 13 คนที่ค้างชำระหนี้ให้โจทก์ จึงเป็นสัญญาประเภทหนึ่ง ซึ่งเมื่อโจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ จำเลยก็มีหนังสือยอมรับชำระหนี้จำนวนดังกล่าวแก่โจทก์จึงเป็นการกระทำด้วยความสมัครใจ เมื่อไม่ขัดต่อกฎหมายย่อมสมบูรณ์ใช้บังคับได้ข้อความเฉพาะส่วนที่ขอผ่อนชำระในเอกสารหมาย จ.1เป็นเพียงข้อเสนอขึ้นใหม่ของจำเลยดังจะเห็นจากข้อความในเอกสารที่ว่า จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาอนุเคราะห์ตามควรแก่กรณีต่อไปด้วยก็จะเป็นพระคุณอย่างสูง จึงมิใช่เป็นเงื่อนไขอันบังคับไว้ให้สัญญาที่จำเลยยอมผูกพันตนเข้าชำระหนี้ที่ลูกเรือทั้ง 13 คนที่ค้างชำระหนี้ให้แก่โจทก์เป็นผลต่อเมื่อมีเหตุการณ์อันใดอันหนึ่งขึ้นในอนาคตและไม่แน่นอนดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 144 เดิม (182 ใหม่)เมื่อโจทก์ไม่ตกลงในส่วนที่จำเลยขอผ่อนชำระดังกล่าว จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาพิพากษากลับ ให้ บังคับคดี ไป ตาม คำพิพากษา ศาลชั้นต้น
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - กรมประมง
จำเลย - นาย แกะ โสรธนะศักดิ์ - กฎหมายที่อ้าง
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ม. 149, ม. 182, ม. 183, ม. 314, ม. 349
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง — ม. 142 วรรคหนึ่ง - องค์คณะ
- เสริม บุญทรงสันติกุล
อุระ หวังอ้อมกลาง
ปราโมทย์ ชพานนท์
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา