ฎีกา ปี พ.ศ. 2535 อาญา

ฎีกาที่ 3158/2535

คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานมีแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อขายและขายแอมเฟตามีน ขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ. วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 13และ 89 ความผิดตามฟ้องดังกล่าวนี้ย่อมรวมถึงการมีแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองซึ่งเป็นความผิดตามมาตรา 62 วรรคหนึ่ง และ 106อยู่ด้วย ถือได้ว่า ความผิดตามฟ้องรวมการกระทำหลายอย่างแต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง เมื่อทางพิจารณาฟังได้ว่า จำเลยมีแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง ศาลจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยในการกระทำความผิดฐานมีแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง ซึ่งมีบทลงโทษเบากว่าตามที่พิจารณาได้ความได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย.

คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)

โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 4, 13, 89จำเลยให้การรับว่ามีแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง ข้อหาอื่นให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 4, 13 วรรคหนึ่ง,89 จำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 หนึ่งในสามคงจำคุก 3 ปี 4 เดือนจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 62 วรรคหนึ่ง,106 จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งคงจำคุก 6 เดือนโจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษตามฟ้องจำเลยฎีกาว่า คำฟ้องโจทก์มิได้มีคำขอให้ลงโทษฐานมีแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง ขอให้ยกฟ้องศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าวันเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้พร้อมแอมเฟตามีนหรือยาม้าจำนวน 11 เม็ด เป็นของกลางปัญหามีว่าจำเลยขายแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวให้เจ้าพนักงานตำรวจผู้ไปล่อซื้อหรือไม่ พยานหลักฐานโจทก์มีจ่าสิบตำรวจชาติชายเบิกความว่า วันเกิดเหตุพยานพร้อมด้วยสิบตำรวจเอกปราโมทย์ได้แต่งกายนอกเครื่องแบบไปที่ร้านอาหารของจำเลย สิบตำรวจเอกปราโมทย์อยู่ห่างร้านจำเลยประมาณ 15 เมตรจ่าสิบตำรวจชาติชายพูดขอซื้อยาม้า 10 เม็ด จากจำเลย จำเลยเดินเข้าไปหลังร้านแล้วเดินกลับออกมามอบยาม้า 11 เม็ด ใส่ในซองกระดาษให้จ่าสิบตำรวจชาติชายส่งธนบัตรฉบับละ 100 บาท ให้จำเลยแล้วแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจจับกุม สิบตำรวจเอกปราโมทย์เบิกความว่าได้เห็นจ่าสิบตำรวจชาติชายพูดกับจำเลยแล้วยกมือเรียกให้พยานเข้าจับกุม ส่วนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อจะได้คืนจากจำเลยตอนใดพยานไม่ทราบ เห็นว่า หากจ่าสิบตำรวจชาติชายส่งธนบัตรฉบับละ 100 บาทให้จำเลยเพื่อล่อซื้อและยึดคืนจากจำเลยจริง สิบตำรวจเอกปราโมทย์ซึ่งเฝ้าดูอยู่ใกล้ ๆ ก็น่าจะเห็นเหตุการณ์ด้วย แต่สิบตำรวจเอกปราโมทย์กลับเบิกความว่าไม่ทราบ จ่าสิบตำรวจชาติชายเบิกความว่าขอซื้อยาม้าจากจำเลย 10 เม็ด ราคายาม้าเม็ดละ 10 บาท บ้าง 15 บาทบ้าง หรือ 20 บาท บ้างแต่จำเลยกลับนำยาม้าจำนวน 11 เม็ด มาขายให้จ่าสิบตำรวจชาติชายในราคา 100 บาท ซึ่งถูกกว่าราคาซื้อขายตามปกติและเกินจำนวนที่จ่าสิบตำรวจชาติชายต้องการ คำเบิกความของจ่าสิบตำรวจชาติชายจึงมีพิรุธ นอกจากนี้ในบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.3 ที่ระบุว่าจำเลยให้การรับสารภาพว่า มีแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อขายและขายนั้น จ่าสิบตำรวจชาติชายเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ตอนจับกุมจำเลยบอกให้พยานทราบว่ามียาม้าไว้กินเอง คำเบิกความของจ่าสิบตำรวจชาติชายจึงขัดกับบันทึกการจับกุมพยานหลักฐานโจทก์จึงมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้ขายแอมเฟตามีนจำนวน 11 เม็ด ให้เจ้าพนักงานตำรวจผู้ล่อซื้อหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น ข้อเท็จจริงคงฟังได้เพียงว่าจำเลยมีแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองจำนวน 11 เม็ดตามที่จำเลยรับสารภาพปัญหาต่อไปมีว่า ศาลจะลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทพ.ศ. 2518 มาตรา 62 วรรคหนึ่ง และ 106 โดยโจทก์ไม่มีคำขอมาท้ายฟ้องได้หรือไม่ คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานมีแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อขายและขายแอมเฟตามีน ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518มาตรา 13 และ 89 ความผิดตามฟ้องดังกล่าวนี้ย่อมรวมถึงการมีแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองซึ่งเป็นความผิดตามมาตรา 62 วรรคหนึ่งและ 106 อยู่ด้วย ถือได้ว่า ความผิดตามฟ้องรวมการกระทำหลายอย่างแต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง เมื่อทางพิจารณาฟังได้ว่าจำเลยมีแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง ศาลจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยในการกระทำความผิดฐานมีแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง ซึ่งมีบทลงโทษเบากว่าตามที่พิจารณาได้ความได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 192 วรรคสุดท้าย..."พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

คู่ความ
โจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัด นครปฐม
จำเลย - นาย เฉลียว ชินเวช
กฎหมายที่อ้าง
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา — ม. 192 วรรคท้าย
พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 — ม. 13, ม. 62, ม. 89, ม. 106
องค์คณะ
ปรีชา เฉลิมวณิชย์
วีระชัย สูตรสุวรรณ
เริงธรรม ลัดพลี

ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว

ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหาฎีกาอื่นข้อกฎหมายและมาตรา