ฎีกา ปี พ.ศ. 2541 แพ่ง
ฎีกาที่ 3180/2541
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
พฤติการณ์ของจำเลยที่ไม่ลงมือก่อสร้างอาคารหรือทำงานล่าช้าหยุดงานบ่อยจนผลงานไม่ปรากฏล้วนอยู่ในความรู้เห็นของโจทก์โดยตลอด โจทก์ย่อมเล็งเห็นได้ว่าจำเลยน่าจะต้องละทิ้งงานและเกิดความเสียหายขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งโจทก์อาจใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาได้ทันทีแต่ต้นเพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียหายเพิ่มมากยิ่งขึ้น แต่โจทก์กลับละเลยไม่ใช้สิทธิดังกล่าวจนครบกำหนดอายุสัญญา และยังปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปอีก โดยโจทก์บอกเลิกสัญญาหลังจากสัญญาครบกำหนดแล้วถึง 11 เดือน และให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่โจทก์กำหนดให้สัญญามีผลเลิกกันนั้น ล่วงเลยวันที่สัญญาครบกำหนดอายุแล้วนานถึง 6 เดือน โดยไม่ปรากฏเหตุผลสำคัญอย่างอื่นให้เห็นถึงเหตุขัดข้องที่กระทำดังกล่าวโจทก์เพิ่งจะมาทำสัญญาว่าจ้างบริษัทท. ให้ทำการก่อสร้างอาคารต่อจากที่จำเลยทำไว้จนแล้วเสร็จหลังจากที่โจทก์บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยแล้วเป็นเวลา1 ปี 7 เดือน โดยไม่ปรากฏเหตุผลที่ล่าช้า จึงเห็นได้ว่าความล่าช้าต่าง ๆ อันมีผลทำให้ราคาค่าก่อสร้างงานสูงทวีขึ้นตามระยะเวลาที่ผ่านไปนั้นเกิดจากการดำเนินงานของโจทก์รวมอยู่ด้วย แม้โจทก์จะมีสิทธิปรับจำเลยตามสัญญาจ้าง ข้อ 19(1) และมีสิทธิเรียกค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นเพราะจ้างบุคคลอื่นทำการก่อสร้างต่อจากจำเลยก็ตาม แต่ก็ถือว่าเงินค่าปรับตามที่คู่สัญญากำหนดไว้ และค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว เป็นการกำหนดค่าสินไหมทดแทนเพื่อการที่จะชดใช้บรรเทาความเสียหายอันอาจจะมีหรือเกิดขึ้นกรณีมีการผิดสัญญาไว้ล่วงหน้าเป็นเบี้ยปรับ เมื่อความเสียหายเกิดจากความล่าช้าในการดำเนินงานของโจทก์รวมอยู่ด้วย ศาลย่อมใช้ดุลพินิจลดจำนวนเบี้ยปรับลงเป็นจำนวนที่พอสมควรได้ สัญญาจ้างข้อ 19(1) กำหนดสิทธิของโจทก์ในกรณีที่จำเลย ส่งมอบงานล่าช้ากว่าวันแล้วเสร็จตามสัญญาว่าโจทก์มีสิทธิปรับเป็นรายวัน และวรรคท้ายของสัญญานี้ยังกำหนดสิทธิของโจทก์เอาไว้อีกว่า ในระหว่างที่มีการปรับนั้นถ้าโจทก์เห็นว่าจำเลยไม่อาจปฏิบัติ ตามสัญญาต่อไปได้ โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญา และใช้สิทธิตามสัญญาข้อ 20 นอกเหนือจากการปรับ จนถึงวันบอกเลิกสัญญาด้วยซึ่งตามสัญญาข้อ 20 ระบุถึงเรื่องค่าเสียหายอะไรบ้างที่โจทก์จะเรียกร้อง เอาจากจำเลยได้ ถ้าโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว จากสัญญา ข้อ 19 และข้อ 20 ดังกล่าวจะเห็นได้ว่า หากจำเลยส่งมอบงานล่าช้ากว่ากำหนดอันเป็นการผิดสัญญาแล้วโจทก์มีสิทธิจะปรับจำเลยที่ 1 เป็นรายวันได้ตามสัญญาข้อ 19(1) นอกจากนั้นแล้วถ้าหากโจทก์เห็นว่า จำเลยไม่อาจปฏิบัติตามสัญญาต่อไปได้ โจทก์ก็ยัง มีสิทธิที่จะบอกเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหาย ตามสัญญาข้อ 20 จากจำเลยได้ตาม สัญญาข้อ 19 วรรคท้าย สิทธิที่จะเรียกเอาค่าปรับรายวันกับสิทธิที่จะบอกเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหายดังกล่าว แม้จะเป็นสิทธิที่เกิดจากข้อตกลงระหว่างโจทก์ กับจำเลยตามสัญญาจ้างข้อเดียวกัน แต่ก็เป็นสิทธิ ที่แยกต่างหากจากกัน โจทก์จะเลือกใช้สิทธิ อย่างใดอย่างหนึ่งเพียงกรณีเดียว หรือเลือกใช้สิทธิ ทุกกรณีก็ได้ เมื่อจำเลยไม่ได้ลงมือก่อสร้างใด ๆ เพื่อส่งมอบงานให้โจทก์ได้ทันภายในกำหนดตามสัญญาจ้าง แต่ก่อนโจทก์จะบอกเลิกสัญญา โจทก์ได้มีหนังสือถึงจำเลย แจ้งสงวนสิทธิการเรียกค่าปรับเป็นรายวัน ในสัญญาจ้าง ย่อมเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องเอา ค่าปรับรายวันตามสัญญาข้อ 19(1) แล้ว เพราะ หลังจากครบกำหนดเวลาแล้ว โจทก์มิได้บอกเลิกสัญญา ทันที่ จนกระทั่งปรากฏว่าจำเลยไม่อาจปฏิบัติตามสัญญาต่อไปได้ โจทก์จึงใช้สิทธิบอกเลิกสัญญา อันเป็นการใช้สิทธิตามสัญญาข้อ 19 วรรคท้าย ต่อเนื่องกับ สัญญาข้อ 20 อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งไม่ขัดกับสิทธิ ในการที่โจทก์จะปรับจำเลยเป็นรายวันตามสัญญา ข้อ 19(1) เพราะโจทก์ได้แสดงเจตนาโดยชัดแจ้ง มาแต่แรกแล้วว่าจะใช้สิทธิเรียกค่าปรับจากจำเลย โจทก์จึงมีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระค่าปรับเป็นรายวันตามสัญญาจ้างได้ แม้จำเลยจะยังมิได้ลงมือก่อสร้างใด ๆตามสัญญาก็ตาม
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยผิดสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารและบ้านพักรวม 2 สัญญา ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 9,752,966.67 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 8,179,073 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสามจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 4,005,003 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2533 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสามโจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 262,500 บาท นับแต่วันที่27 พฤษภาคม 2533 และดอกเบี้ยอัตราเดียวกันในต้นเงิน3,742,503 บาท นับแต่วันที่ 12 มกราคม 2535 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ทั้งสามฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2530 โจทก์ที่ 1 มอบอำนาจให้โจทก์ที่ 2ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยก่อสร้างอาคารหลายหลังเป็นเงิน7,850,000 บาท กำหนดก่อสร้างแล้วเสร็จภายในวันที่28 กรกฎาคม 2531 และเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2531 โจทก์ที่ 1มอบอำนาจให้โจทก์ที่ 2 ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยก่อสร้างอาคารบ้านพักเจ้าหน้าที่เป็นเงิน 1,797,822 บาท กำหนดแล้วเสร็จภายในวันที่ 11 มกราคม 2532 ตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.12และ จ.13 ต่อมาจำเลยได้รับอนุมัติให้ต่ออายุสัญญาว่าจ้างทั้งสองฉบับรวม 2 ครั้ง สัญญาฉบับแรกสิ้นสุดวันที่ 23 มิถุนายน 2532สัญญาฉบับที่สองสิ้นสุดวันที่ 7 ธันวาคม 2532 จำเลยก่อสร้างไม่แล้วเสร็จตามสัญญา โจทก์ที่ 3 มีหนังสือถึงจำเลยแจ้งสงวนสิทธิการเรียกค่าปรับเป็นรายวันต่อมาโจทก์ที่ 2 บอกเลิกสัญญาตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2532 ต่อมาวันที่ 22 กรกฎาคม 2534โจทก์ที่ 3 ทำสัญญาจ้างบริษัทไทยเทคนิเชี่ยนคอนแทรกเตอร์ จำกัดก่อสร้างอาคารต่อจากที่จำเลยทำไว้แล้ว เป็นเงินค่าก่อสร้างตามสัญญาจ้างฉบับแรก 14,111,168 บาท เพิ่มขึ้นจากราคาค่าก่อสร้างเดิมที่ตกลงจ้างจำเลย 6,261,168 บาท และเป็นเงินค่าก่อสร้างตามสัญญาฉบับที่สอง 5,200,000 บาท เมื่อหักค่าถมดินซึ่งเป็นการก่อสร้างเพิ่มเติมจากสัญญาเดิม2,178,340 บาท ออกแล้ว ค่าจ้างก่อสร้างตามสัญญาฉบับที่สองเพิ่มขึ้นจากเดิม 1,223,838 บาทปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามมีว่า โจทก์ทั้งสามมีสิทธิได้รับเบี้ยปรับตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.12วันละ 3,925 บาท ตามที่กำหนดในข้อสัญญาและมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับผิดค่าจ้างที่โจทก์ทั้งสามต้องจ่ายเพิ่มขึ้น เพราะโจทก์ทั้งสามจ้างบุคคลอื่นมาทำงานก่อสร้างต่อจากจำเลยจนแล้วเสร็จเป็นจำนวนเพียงใด และโจทก์ทั้งสามมีสิทธิปรับจำเลยเป็นรายวันวันละ 899 บาท ตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.13 หรือไม่ในปัญหาแรกเห็นว่า สัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.12 กำหนดให้จำเลยก่อสร้างอาคารแล้วเสร็จภายในวันที่ 28 กรกฎาคม 2531หลังจากครบกำหนดอายุสัญญาแล้ว จำเลยก่อสร้างไม่แล้วเสร็จตามกำหนด และมีการต่ออายุสัญญาจ้างให้จำเลย 2 ครั้งครั้งสุดท้ายครบกำหนดอายุสัญญาวันที่ 23 มิถุนายน 2532ส่วนสัญญาจ้างตามเอกสารหมาย จ.13 กำหนดให้จำเลยก่อสร้างอาคารให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 11 มกราคม 2532และมีการต่ออายุสัญญาจ้างให้จำเลย 2 ครั้งเช่นกันในการทำงานของจำเลยโจทก์มีนายสุนทร กุลละวณิชย์เจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 2 ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมการก่อสร้างอาคารต่าง ๆ ของโจทก์ที่ 2 และได้รับแต่งตั้งเป็นนายช่างควบคุมการก่อสร้างในคดีนี้ ดังนั้น การก่อสร้างของจำเลยจึงอยู่ในความควบคุมดูแลและตรวจตราของโจทก์ทุกระยะ ซึ่งโจทก์ย่อมจะต้องทราบดีกว่าจำเลยทำงานไปได้มากน้อยเท่าใดแล้วตามระยะเวลาที่กำหนด และสามารถประเมินหรือคาดการณ์ได้ล่วงหน้าถึงผลงานของจำเลยที่ปรากฏ ว่าจำเลยสามารถทำการก่อสร้างแล้วเสร็จได้ทันตามกำหนดระยะเวลาตามสัญญาจ้างหรือไม่ โดยดูจากผลงานที่จำเลยได้ลงมือทำไปบ้างแล้วประกอบระยะเวลาการทำงานที่ยังคงเหลืออยู่นายสุนทรพยานโจทก์เบิกความว่า ได้ตรวจงานก่อสร้างของจำเลยและทำบันทึกรายงานการตรวจงานลงวันที่ 26 พฤษภาคม 2532ไว้ว่า ในวันดังกล่าวจำเลยเพียงแต่ถมดินและดอกเสาเข็มอาคารที่จะก่อสร้างและวางฐานรากอาคารบ้านพักได้เพียง 1 หลังเท่านั้น ยังเหลืองานอื่นที่จะต้องทำตามข้อตกลงส่งมอบงานงวดที่ 1อีกมาก รายงานดังกล่าวจัดทำขึ้นก่อนครบกำหนดอายุสัญญาจ้างฉบับแรกซึ่งจะครบกำหนดวันที่ 23 พฤษภาคม 2532 เพียงประมาณ1 เดือนเท่านั้น นับว่าใกล้ชิดกับวันครบกำหนดตามสัญญาจ้างอย่างมาก และยังมีข้อความระบุถึงการทำงานของจำเลยว่า จำเลยทำงานครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2532 โดยตอกเสาเข็มอาคารที่จะทำการก่อสร้างแล้วจำเลยก็หยุดงานไปเลย ส่วนการทำงานตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.13 นั้น หลังจากต่ออายุสัญญาจ้างแล้วจำเลยต้องทำงานให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 7 ธันวาคม 2532 นายสุนทรได้ตรวจดูการทำงานของจำเลยเป็นระยะ ไม่ปรากฏว่ามีการดำเนินการก่อสร้างใด ๆ ทั้งสิ้นการกระทำของจำเลยที่ไม่สามารถก่อสร้างงานแล้วเสร็จตามกำหนดและไม่ลงมือทำการก่อสร้างจนโจทก์ต้องต่ออายุสัญญาจ้างให้ถึง 2 ครั้ง และจวนจะครบกำหนดระยะเวลาที่ต่อให้ดังกล่าวแต่การทำงานของจำเลยไม่คืบหน้าเท่าที่ควรจะเป็นการที่จำเลยไม่ลงมือทำการก่อสร้างอาคารหรือทำงานล่าช้าหยุดงานบ่อยจนผลงานไม่ปรากฏ ย่อมเห็นได้ว่าจำเลยไม่สามารถก่อสร้างอาคารและบ้านพักให้แล้วเสร็จและส่งมอบงานให้แก่โจทก์ได้ทันตามกำหนด แม้จะมีการเร่งรัดให้การทำงานรวดเร็วขึ้นเพียงใดก็ตาม พฤติการณ์ดังกล่าวของจำเลยจึงย่อมจะต้องอยู่ในความรู้เห็นของโจทก์โดยตลอดและเล็งเห็นได้ว่าจำเลยน่าจะต้องละทิ้งงานและเกิดความเสียหายขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งโจทก์อาจใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาได้ทันทีแต่ต้นเพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียหายเพิ่มมากยิ่งขึ้นแต่โจทก์กลับละเลยไม่ใช้สิทธิดังกล่าวจนครบกำหนดอายุสัญญาและยังปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปอีก โดยโจทก์บอกเลิกสัญญาหลังจากสัญญาครบกำหนดแล้วถึง 11 เดือน โดยให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2532 ซึ่งวันที่โจทก์กำหนดให้สัญญามีผลเลิกกันนั้น ล่วงเลยวันที่สัญญาครบกำหนดอายุแล้วนานถึง6 เดือน โดยไม่ปรากฏเหตุผลสำคัญอย่างอื่นให้เห็นถึงเหตุขัดข้องที่กระทำดังกล่าว โจทก์เพิ่งจะมาทำสัญญาว่าจ้างบริษัทเทคนิเชี่ยนคอนแทรคเตอร์ จำกัด ให้ทำการก่อสร้างอาคารต่อจากที่จำเลยทำไว้จนแล้วเสร็จเมื่อวันที่22 กรกฎาคม 2534 หลังจากที่โจทก์บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยแล้วเป็นเวลา 1 ปี 7 เดือน โดยไม่ปรากฏเหตุผลที่ล่าช้าจึงเห็นได้ว่าความล่าช้าต่าง ๆ อันมีผลทำให้ราคาค่าก่อสร้างงานสูงทวีขึ้นตามระยะเวลาที่ผ่านไปนั้น เกิดจากการดำเนินงานของโจทก์รวมอยู่ด้วย ดังนั้น แม้โจทก์จะมีสิทธิปรับจำเลยตามสัญญาจ้างข้อ 19(1) และมีสิทธิเรียกค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นเพราะจ้างบุคคลอื่นทำการก่อสร้างต่อจากจำเลย ตามข้อ 20ของเอกสารหมาย จ.12 และ จ.13 ก็ตาม แต่ก็ถือว่าเงินค่าปรับตามที่คู่สัญญากำหนดไว้นั้น และค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว เป็นการกำหนดค่าสินไหมทดแทนเพื่อการที่จะชดใช้บรรเทาความเสียหายอันอาจจะมีหรือเกิดขึ้นกรณีมีการผิดสัญญาไว้ล่วงหน้าเป็นเบี้ยปรับซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคแรกถ้าเบี้ยปรับนั้นสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้อันแสดงว่าเบี้ยปรับนั้นแม้จะได้กำหนดไว้ในสัญญาแต่ก็มิได้บังคับโดยเด็ดขาดว่าจะต้องให้เป็นไปตามนั้น หรือจะต้องมีจำนวนเท่าที่โจทก์ขอมาเสมอไปโดยจะต้องพิเคราะห์ถึงทางได้เสียทุกอย่างของเจ้าหนี้ประกอบ มิใช่แต่ทางได้เสียในเชิงทรัพย์สินที่โจทก์จะต้องเสียเพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่จะต้องดูเหตุผลแห่งการที่ต้องเสียเพิ่มขึ้นด้วย เมื่อความเสียหายเกิดจากความล่าช้าในการดำเนินการของโจทก์รวมอยู่ด้วยส่วนหนึ่ง ศาลย่อมใช้ดุลพินิจลดจำนวนเบี้ยปรับลงเป็นจำนวนที่พอสมควรได้และจำนวนที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้นั้น เห็นว่าพอเหมาะสมดีแล้วในปัญหาว่าโจทก์มีสิทธิปรับจำเลยเป็นรายวันตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.13 หรือไม่นั้น เห็นว่า สัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.13 ข้อ 19(1) กำหนดสิทธิของโจทก์ในกรณีที่จำเลยส่งมอบงานล่าช้ากว่าวันแล้วเสร็จตามสัญญาว่าโจทก์มีสิทธิปรับเป็นรายวัน นอกจากนั้นแล้วในวรรคท้ายของสัญญาข้อ 19ดังกล่าวยังกำหนดสิทธิของโจทก์เอาไว้อีกว่า "ในระหว่างที่มีการปรับนั้น ถ้าโจทก์เห็นว่าจำเลยไม่อาจปฏิบัติตามสัญญาต่อไปได้ โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและใช้สิทธิตามสัญญาข้อ 20นอกเหนือจากการปรับ จนถึงวันบอกเลิกสัญญาด้วย" ซึ่งตามสัญญาข้อ 20 ระบุถึงเรื่องค่าเสียหายอะไรบ้างที่โจทก์จะเรียกร้องเอาจากจำเลยได้ถ้าโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว จากสัญญาข้อ 19 และข้อ 20 ดังกล่าว จะเห็นได้ว่าหากจำเลยส่งมอบงานล่าช้ากว่ากำหนดอันเป็นการผิดสัญญาแล้ว โจทก์มีสิทธิจะปรับจำเลยที่ 1 เป็นรายวันได้ตามสัญญาข้อ 19(1) นอกจากนั้นแล้วถ้าหากโจทก์เห็นว่าจำเลยไม่อาจปฏิบัติตามสัญญาต่อไปได้โจทก์ก็ยังมีสิทธิที่จะบอกเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหายตามสัญญาข้อ 20 จากจำเลยได้อีกด้วย ตามสัญญาข้อ 19 วรรคท้ายซึ่ง สิทธิที่จะเรียกเอาค่าปรับรายวันกับสิทธิที่จะบอกเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหายดังกล่าว แม้จะเป็นสิทธิที่เกิดจากข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยตามสัญญาจ้างข้อเดียวกันก็ตาม แต่ก็เป็นสิทธิที่แยกต่างหากจากกัน โจทก์จะเลือกใช้สิทธิอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงกรณีเดียว หรือเลือกใช้สิทธิทุกกรณีก็ได้ ดังนั้น เมื่อจำเลยไม่ได้ลงมือก่อสร้างใด ๆ เพื่อส่งมอบงานให้โจทก์ได้ทันภายในกำหนดตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.13 ดังที่ได้ความจากคำเบิกความของนายสุนทรพยานโจทก์ประกอบบันทึกข้อความตามเอกสารหมาย จ.18 แต่ก่อนโจทก์จะบอกเลิกสัญญาโจทก์ที่ 3 ได้มีหนังสือถึงจำเลยแจ้งสงวนสิทธิการเรียกค่าปรับเป็นรายวันในสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.13 ย่อมเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องเอาค่าปรับรายวันต่อสัญญาข้อ 19(1) แล้วเพราะหลังจากครบกำหนดเวลาแล้วโจทก์มิได้บอกเลิกสัญญาทันที จนกระทั่งปรากฏว่าจำเลยไม่อาจปฏิบัติตามสัญญาต่อไปได้โจทก์จึงใช้สิทธิบอกเลิกสัญญา อันเป็นการใช้สิทธิตามสัญญาข้อ19 วรรคท้าย ต่อเนื่องกับสัญญาข้อ 20 อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งไม่ขัดกับสิทธิในการที่โจทก์จะปรับจำเลยเป็นรายวันตามสัญญาข้อ 19(1)แต่อย่างใด เพราะโจทก์ได้แสดงเจตนาโดยชัดแจ้งมาแต่แรกแล้วว่าจะใช้สิทธิเรียกค่าปรับจากจำเลย โจทก์จึงมีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระค่าปรับเป็นรายวันตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.13ได้ แม้จำเลยจะยังมิได้ลงมือก่อสร้างใด ๆ ตามสัญญาก็ตามส่วนปัญหาที่ว่าค่าปรับรายวันควรมีจำนวนเท่าใดนั้น เห็นว่าเมื่อพิเคราะห์ถึงทางได้เสียทุกอย่างดังเหตุผลที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น เห็นสมควรกำหนดค่าปรับให้วันละ400 บาท รวมเวลา 8 วัน เป็นเงิน 3,200 บาท เมื่อรวมค่าปรับรายวันสองสัญญาแล้วเป็นเงิน 265,700 บาทค่าขึ้นศาลส่วนที่เสียเกินมาดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสามพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 4,008,203 บาทให้แก่โจทก์ทั้งสาม ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีในต้นเงิน 265,700 บาท นับแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2533 และดอกเบี้ยอัตราเดียวกันในต้นเงิน 3,742,503 บาท นับแต่วันที่12 มกราคม 2535 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - ธนาคารแห่งประเทศไทย กับพวก
จำเลย - บริษัท คล่อง การ ย์ จำกัด - กฎหมายที่อ้าง
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ม. 383 วรรคแรก, ม. 587
- องค์คณะ
- อัธยา ดิษยบุตร
สมคิด ไตรโสรัส
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา