ฎีกา ปี พ.ศ. 2541 แพ่ง
ฎีกาที่ 3196/2541
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
จำเลยให้การต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม เพราะไม่บรรยายว่าในวันครบกำหนดสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีวันที่ 10 สิงหาคม 2531 จำเลยเป็นหนี้โจทก์จำนวนเท่าใดแต่จำเลยมายื่นฎีกาในเรื่องนี้ว่า โจทก์ไม่แนบการ์ดบัญชีมาท้ายฟ้องทั้งหมด คงแนบมาตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2530เป็นต้นมา ก่อนนั้นไม่ปรากฏยอดหนี้เป็นมาอย่างไร ถือว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ตามสัญญาตกลงให้คิดดอกเบี้ยทบต้นอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ส่วนที่เกินวงเงินให้คิดร้อยละ 15 ต่อปี เมื่อสัญญาเลิก เพราะครบกำหนดอายุสัญญา จำเลยมิได้ชำระหนี้แก่โจทก์จึงได้ชื่อว่าผิดนัด จำเลยยังต้องรับผิดในดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวแบบไม่ทบต้นต่อไปจนกว่าได้ชำระเสร็จตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 5,196,145.09 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 3,928,795.19บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ถ้าไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ ขอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยนำชำระหนี้จนครบจำเลยให้การขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 5,196,145.09 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 3,928,795.19บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 มิถุนายน 2536) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 20027, 20031 ตำบลอ้อมน้อย อำเภอกระทุ่มแบน (ตลาดใหญ่)จังหวัดสมุทรสาคร (นครไชยศรี) พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินออกขายทอดตลาด ถ้าได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยชำระหนี้จนครบจำเลยอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนจำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว จำเลยฎีกาข้อแรกว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะหลังจากวันสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีถึงกำหนดวันที่ 10 สิงหาคม 2531 จำเลยไม่เคยเบิกเงินไปจากบัญชีอีกเลย มีแต่นำเงินเข้าบัญชีเพื่อชำระหนี้ โจทก์ต้องนำเงินที่จำเลยชำระหนี้ไปหักยอดหนี้ค้างชำระในวันที่ 10 สิงหาคม 2531และโจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นจากจำเลยตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2531 อีกต่อไปยอดหนี้ที่โจทก์ฟ้องจึงไม่ถูกต้องจำเลยไม่ทราบว่ายอดหนี้ตามฟ้องเกินความจริงไปจำนวนเท่าใดฟ้องโจทก์จึงเคลือบคลุม กับการ์ดบัญชีเอกสารหมายเลข 10 ท้ายฟ้องได้เริ่มแสดงยอดหนี้ตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2530 (31/07/87)โดยไม่ปรากฏว่าก่อนหน้านี้ยอดหนี้โจทก์ดังกล่าวมีความเป็นมาอย่างไรจำเลยจึงไม่อาจยอมรับได้ ฟ้องโจทก์จึงเคลือบคลุม ในปัญหาข้อนี้จำเลยให้การต่อสู้ในข้อ 3 ว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะโจทก์ไม่ได้บรรยายโดยชัดแจ้งว่าในวันที่ 10 สิงหาคม 2531 จำเลยเป็นหนี้โจทก์จำนวนเท่าใด และโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้เพียงอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จนถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ยเท่าใด รวมยอดหนี้ที่จำเลยค้างชำระโจทก์จนถึงวันสัญญาสิ้นสุดจำนวนเท่าใด เห็นว่าข้อเท็จจริงที่จำเลยยกขึ้นกล่าวอ้างในคำให้การว่าฟ้องโจทก์เป็นฟ้องเคลือบคลุมเป็นคนละเรื่องกับที่จำเลยยกขึ้นกล่าวอ้างในฎีกา ดังนั้น จึงถือได้ว่าข้ออ้างตามฎีกาของจำเลยเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามไม่ให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่งศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยจำเลยฎีกาข้อสองว่า สัญญาเบิกเงินเกินบัญชีสิ้นสุดลงในวันที่10 สิงหาคม 2531 หลังจากนั้นโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้นในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เท่านั้น ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 16 และ 16.5 ต่อปี จำเลยได้ชำระหนี้แก่โจทก์เพื่อลดยอดหนี้ 12 ครั้ง รวมเป็นเงิน 777,345.50 บาท ยอดหนี้ที่จำเลยค้างชำระจึงไม่ถึงจำนวนที่โจทก์ฟ้อง ได้พิจารณาแล้วเห็นว่าจำเลยได้ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ในวงเงิน 1,000,000 บาทมีกำหนดชำระคืนภายใน 12 เดือน ตามเอกสารหมาย จ.2 ต่อมาได้ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีเพิ่มเติมวงเงินอีก 2 ครั้ง เป็นเงินรวม2,500,000 บาท สัญญาถึงกำหนดครั้งสุดท้ายวันที่ 10 สิงหาคม 2528ตามเอกสารหมาย จ.3 จ.4 โจทก์มีหนังสือต่ออายุสัญญาครั้งที่ 3เอกสารหมาย จ.8 ลงลายมือชื่อจำเลยมาแสดงว่าโจทก์จำเลยได้ตกลงต่ออายุสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีออกไปอีกจนถึงวันที่ 10 สิงหาคม 2531และในคำขอเลื่อนกำหนดชำระหนี้จำเลยยอมรับต่อโจทก์ว่าเมื่อสิ้นวันที่31 สิงหาคม 2530 จำเลยเป็นหนี้โจทก์ 2,661,438.27 บาทตามเอกสารหมาย จ.9 ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าหลังจากจำเลยได้ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีและเพิ่มเติมวงเงินกู้กับโจทก์แล้วได้มีการเดินสะพัดทางบัญชีตลอดมาจนสัญญาครบกำหนดและได้มีการขยายอายุสัญญาออกไปจนถึงวันที่ 10 สิงหาคม 2531โดยในวันที่ 31 สิงหาคม 2530 จำเลยเป็นลูกหนี้โจทก์เป็นเงิน2,661,438.27 บาท ปรากฏตามหนังสือต่ออายุสัญญาครั้งที่ 3คำขอเลื่อนกำหนดชำระหนี้ การ์ดบัญชีเอกสารหมาย จ.8 ถึง จ.11ประกอบคำเบิกความของนายอุดมศักดิ์ สวาคฆพรรณ พยานโจทก์ได้ความว่า นับแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2530 โจทก์ได้คิดดอกเบี้ยทบต้นเป็นรายเดือนกับจำเลยตลอดมาจนถึงวันที่โจทก์ได้หักทอนบัญชีกับจำเลยในวันที่ 30 เมษายน 2533 ซึ่งในวันดังกล่าวจำเลยเป็นลูกหนี้โจทก์ 3,928,795.19 บาท โดยไม่ปรากฏยอดหนี้ในวันที่10 สิงหาคม 2531 ซึ่งเป็นวันที่สัญญาครบกำหนดว่ามีจำนวนเท่าใดเพราะโจทก์คิดบัญชีสิ้นเดือน หลังจากนั้นตั้งแต่วันที่ 10 กันยายน2533 จำเลยได้นำเงินเข้าบัญชีเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์รวม 12 ครั้งเป็นเงิน 777,345.50 บาท ตามการ์ดบัญชีเอกสารหมาย จ.11จำเลยฎีกาว่า สัญญาเบิกเงินเกินบัญชีถึงกำหนดวันที่ 10 สิงหาคม2531 หลังจากนั้นจำเลยไม่ได้เบิกเงินจากบัญชีอีกต่อไป มีแต่นำเงินเข้าบัญชีเพื่อชำระหนี้ เมื่อสัญญาเลิกกันแล้วโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้นในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เท่านั้นไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 16 และ 16.5 ต่อปีตามสัญญาอีกต่อไปเห็นว่า จำเลยเปิดบัญชีกระแสรายวันกับโจทก์และได้ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับเดินสะพัดทางบัญชีกับโจทก์ตลอดมา ครบกำหนดชำระหนี้ตามหนังสือต่ออายุสัญญาวันที่10 สิงหาคม 2531 นับแต่วันสัญญาครบกำหนดดังกล่าวไปจนถึงวันที่โจทก์หักทอนบัญชีในวันที่ 30 เมษายน 2533 ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้เบิกเงินจากบัญชีหรือโจทก์ยอมให้จำเลยเบิกเงินเกินบัญชีต่อไปอีก คงมีแต่รายการคิดดอกเบี้ยทบต้นของโจทก์ตลอดมาจนถึงวันที่โจทก์หักทอนบัญชี พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าโจทก์กับจำเลยไม่ประสงค์จะต่ออายุสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีต่อไปอีก จึงต้องถือว่าสัญญาเลิกกันนับแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2531 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 856 โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นเพียงวันดังกล่าว หามีสิทธิคิดถึงวันหักทอนบัญชีวันที่ 30 เมษายน2533 ไม่ แต่จำนวนยอดหนี้ในวันที่ 10 สิงหาคม 2531 ซึ่งเป็นวันสัญญาบัญชีเดินสะพัดเลิกกันไม่มีระบุไว้ในการ์ดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันเอกสารหมาย จ.10 จึงให้ใช้ยอดหนี้ ณ วันที่ 28 กรกฎาคม 2531 ที่ปรากฏในเอกสารหมาย จ.10 จำนวน 3,023,731.08บาท เป็นต้นเงินในการคำนวณดอกเบี้ยทบต้นนับแต่วันที่ 29 กรกฎาคม231 ถึงวันที่ 10 สิงหาคม 2531 ทบดอกเบี้ยเข้าเป็นต้นเงินได้เท่าใดก็ใช้เป็นต้นเงินในการคำนวณดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้นต่อไปส่วนที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์คงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 7.5 ต่อปีเพราะถือว่าสัญญาเลิกกัน เห็นว่า หลังจากสัญญาบัญชีเดินสะพัดเลิกกันแล้วจำเลยไม่ได้ชำระหนี้แก่โจทก์จำเลยจึงได้ชื่อว่าผิดนัดโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้นในระหว่างจำเลยผิดนัดได้ตามอัตราที่โจทก์จำเลยตกลงกันไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 224 วรรคหนึ่ง หนังสือต่ออายุสัญญาครั้งที่ 3 ลงวันที่ 24 กันยายน 2530 เอกสารหมาย จ.8 ระบุว่าจำเลยขอเบิกเงินเกินบัญชีจากโจทก์จำนวนไม่เกิน 2,500,000 บาท ยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14 ต่อปี หากเงินที่เบิกเกินบัญชีเกินกว่าจำนวนที่กำหนดจำเลยยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยส่วนที่เกินในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ดังนั้นจำเลยจึงต้องรับผิดในดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปีสำหรับต้นเงิน 2,500,000 บาท และอัตราร้อยละ 15 ต่อปีสำหรับต้นเงินส่วนที่เกิน 2,500,000 บาท นับแต่วันที่11 สิงหาคม 2531 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยผิดนัดเป็นต้นไปโดยให้หักเงินที่จำเลยนำเข้าบัญชีนับแต่วันที่ 10 กันยายน 2533เป็นต้นไปรวมทั้งหมด 12 ครั้ง เป็นเงิน 777,345.50 บาทชำระหนี้ให้โจทก์ โดยทุกครั้งที่จำเลยนำเงินเข้าบัญชีก็ให้นำเงินนั้นหักชำระดอกเบี้ยก่อน เหลือจากนั้นให้หักชำระต้นเงิน"พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 3,023,731.08 บาทแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี สำหรับต้นเงิน2500,000 บาท และอัตราร้อยละ 15 ต่อปี สำหรับต้นเงินส่วนที่เกิน2,500,000 บาท โดยให้คิดแบบทบต้นนับแต่วันที่ 29 กรกฎาคม 2531ถึงวันที่ 10 สิงหาคม 2531 เมื่อได้ยอดเงินเท่าใดแล้วให้ถือเป็นต้นเงินคิดดอกเบี้ยในอัตราเดียวกันนี้ต่อไปแบบไม่ทบต้นนับแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2531 ไปจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้แก่โจทก์เสร็จให้หักเงินที่จำเลยนำเข้าบัญชีนับแต่วันที่ 10 กันยายน 2533รวม 12 ครั้ง เป็นเงิน 777,345.50 บาท ชำระหนี้โจทก์ทุกครั้งที่จำเลยนำเงินเข้าบัญชี โดยหักชำระเป็นดอกเบี้ยก่อนเหลือจากนั้นให้หักชำระต้นเงินค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด ( มหาชน
จำเลย - นาย สม เกียรติ ประเสริฐ ถาวร - กฎหมายที่อ้าง
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ม. 224 วรรคหนึ่ง
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง — ม. 249 วรรคหนึ่ง - องค์คณะ
- ระพินทร บรรจงศิลป
บุญธรรม อยู่พุก
ประกาศ บูรพางกูร
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา