ฎีกา ปี พ.ศ. 2537 อาญา

ฎีกาที่ 3209/2537

คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)

จำเลยยื่นฎีกาต่อศาลชั้นต้นพร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ที่พิจารณาคดีอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง โดยยื่นเมื่อล่วงเลยระยะเวลาฎีกาตามกฎหมายแล้วฎีกาจำเลยจึงไม่มีประโยชน์ที่ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ที่พิจารณาคดีจะอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามคำร้อง

คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 4, 6, 9, 14, 31, 35 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 ให้จำเลย คนงานผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติจำเลยให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 4, 6, 9, 14, 31 วรรคสอง, 35ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุก 4 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี ให้จำเลย คนงานผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับบทลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 35 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยยื่นฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่พิจารณาคดีนี้อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ผู้พิพากษาพระราชบัญญัติภาค 3 ที่พิจารณาคดีสั่งคำร้องของ จำเลยว่า จำเลยยื่นคำร้องและฎีกาต่อศาลชั้นต้นพ้นกำหนด 1 เดือนนับแต่วันที่ถือว่าศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3ให้คู่ความฟังตามกฎหมาย จึงไม่มีประโยชน์ที่จะอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงให้ยกคำร้องจำเลยฎีกาในปัญหาว่า จำเลยยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3ที่พิจารณาคดีนี้อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง พร้อมกับยื่นฎีกาต่อศาลชั้นต้นพ้นกำหนดระยะเวลาฎีกาหรือไม่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยยังคงมีภูมิลำเนาตามที่อยู่ในคำฟ้องการส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้แก่จำเลยณ สถานที่ดังกล่าวจึงถูกต้องแล้ว คดีได้ความว่าจำเลยไม่มาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 และศาลชั้นต้นได้ออกหมายจับจำเลยเพื่อให้มาฟังคำพิพากษาเกิน 1 เดือนแล้ว แต่ไม่ได้ตัวจำเลยมาศาลชั้นต้นจึงอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยเมื่อวันที่ 30 เมษายน2536 ซึ่งถือว่าจำเลยได้ฟังคำพิพากษาโดยชอบแล้ว ระยะเวลา1 เดือน ตามกฎหมายที่จำเลยจะฎีกาย่อมนับตั้งแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไป แม้ต่อมาศาลชั้นต้นจะได้อ่านคำพิพากษาดังกล่าวให้จำเลยฟังอีกในภายหลังก็หามีผลทำให้ยืดระยะเวลาฎีกาออกไปไม่จำเลยยื่นฎีกาต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2536 พร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่พิจารณาคดีนี้อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในวันเดียวกัน ฎีกาของจำเลยจึงล่วงเลยระยะเวลาที่จำเลยมีอำนาจฎีกา และไม่มีประโยชน์ที่ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่พิจารณาคดีนี้จะอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามคำร้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งยกคำร้องจึงชอบแล้วพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

คู่ความ
โจทก์ - พนักงานอัยการ ประจำศาล จังหวัด ไช ยา
จำเลย - นาย วิภาส แซ่อ๋อง
กฎหมายที่อ้าง
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา — ม. 216, ม. 221
องค์คณะ
ยรรยง ปานุราช
ยงยุทธ ธารีสาร
อำนวย สุขพรหม

ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว

ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหาฎีกาอื่นข้อกฎหมายและมาตรา