ฎีกา ปี พ.ศ. 2534 แพ่งและอาญา

ฎีกาที่ 3235/2534

คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)

จำเลยทำสัญญาซื้อรถยนต์ของกลางจากผู้ร้องโดยมีเงื่อนไขว่าให้กรรมสิทธิ์ตกเป็นของผู้ซื้อเมื่อชำระราคาหมดแล้ว จำเลยชำระค่างวดเป็นเช็คล่วงหน้าทุกงวด แต่เช็ค 7 งวดสุดท้ายถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ผู้ร้องก็ไม่เคยดำเนินคดีอาญากับจำเลยฐานจ่ายเช็คไม่มีเงิน และไม่บอกเลิกสัญญา คงให้จำเลยครอบครองและใช้รถยนต์ของกลางเรื่อยมา แสดงว่าผู้ร้องไม่ต้องการเอารถยนต์ของกลางคืนแต่ประสงค์เพียงให้ได้รับชำระราคาส่วนที่ขาดเท่านั้น หากศาลสั่งคืนผู้ร้องก็ต้องมอบต่อให้จำเลยตามสัญญาซื้อขาย การขอคืนรถยนต์ของกลางของผู้ร้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ของจำเลยเป็นการขอคืนแทนจำเลยผู้กระทำผิด และเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจร้องขอคืนของกลาง.

คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)

คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 295 และสั่งริบรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน80 - 7581 สระบุรี ของกลางผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของรถยนต์ของกลางและมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการที่จำเลยกระทำผิด ขอให้สั่งคืนรถยนต์ของกลางแก่ผู้ร้องโจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า รถยนต์ของกลางเป็นของจำเลยหากเป็นของผู้ร้อง ผู้ร้องก็รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดด้วย ขอให้ยกคำร้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องผู้ร้องอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนผู้ร้องฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า จำเลยได้ทำสัญญาซื้อขายรถยนต์ของกลางจากผู้ร้องแบบมีเงื่อนไขว่ากรรมสิทธิ์ตกเป็นของผู้ซื้อเมื่อชำระราคาหมดแล้วโดยตกลงราคา 800,000 บาท ชำระในวันทำสัญญาเป็นเงิน 80,000 บาท ส่วนที่เหลือผ่อนชำระ 30 งวดงวดละ 24,000 บาท ทุกวันที่ 29 ของเดือน ตั้งแต่วันที่ 29ธันวาคม 2527 เป็นต้นไป จำเลยชำระค่างวดเป็นเช็คล่วงหน้าทุกงวดและผู้ร้องส่งมอบรถยนต์ให้ จำเลยในวันทำสัญญา แต่เช็ค 7 งวดสุดท้าย คืองวดที่ 23 ถึงงวดที่ 30 ถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินจนบัดนี้จำเลยยังไม่ได้ชำระเงิน 7 งวด ดังกล่าวให้ผู้ร้องและผู้ร้องก็ยังมิได้บอกเลิกสัญญา เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2531จำเลยได้นำรถยนต์ของกลางไปบรรทุกทรายน้ำหนักเกินกว่าอันตราที่กฎหมายกำหนด จึงถูกศาลพิพากษาลงโทษและสั่งริบรถยนต์ของกลางปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยมีว่า ผู้ร้องมีอำนาจร้องขอรถยนต์ของกลางคืนหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามสัญญาซื้อขายกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ของกลางยังเป็นของผู้ร้องเพราะจำเลยผู้ซื้อยังชำระราคาไม่ครบ แต่หลังจากจำเลยผิดนัดการชำระเงิน 7 งวดสุดท้าย ผู้ร้องก็ไม่เคยดำเนินคดีอาญากับจำเลยในความผิดฐานจ่ายเช็คไม่มีเงิน และไม่บอกเลิกสัญญาซื้อขาย ยังคงให้จำเลยครอบครองและใช้รถยนต์ของกลางเรื่อยมาจนถึงวันกระทำความผิดในคดีนี้เป็นเวลาถึง 2 ปี แสดงว่าผู้ร้องไม่ต้องการเอารถยนต์ของกลางคืนโดยการบอกเลิกสัญญา แต่ประสงค์เพียงให้ได้รับชำระราคาส่วนที่ขาดเท่านั้น เมื่อยังไม่มีการเลิกสัญญาซื้อขาย จำเลยก็ยังคงมีสิทธิครอบครองและใช้สอยรถยนต์คันนั้นอยู่ หากศาลสั่งคืนรถยนต์ของกลางให้ผู้ร้องผู้ร้องก็ต้องมอบต่อให้จำเลยตามสัญญาซื้อขายดังกล่าว การขอคืนรถยนต์ของกลางของผู้ร้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ของจำเลย จึงเป็นการร้องขอคืนแทนจำเลยผู้กระทำผิดนั่นเอง เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ผู้ร้องไม่มีอำนาจร้องขอคืนของกลางศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

คู่ความ
โจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัด ปทุมธานี
ผู้ร้อง - ห้างหุ้นส่วนจำกัด สระบุรี อี ซูซุ
จำเลย - นาย ไพสาน ฤทธิกรณ์
กฎหมายที่อ้าง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ม. 5
ประมวลกฎหมายอาญา — ม. 33, ม. 36
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 295
องค์คณะ
เพ็ง เพ็งนิติ
เสริมพงศ์ วรยิ่งยง
อุระ หวังอ้อมกลาง

ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว

ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหาฎีกาอื่นข้อกฎหมายและมาตรา