ฎีกา ปี พ.ศ. 2546 แพ่ง
ฎีกาที่ 333/2546
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
สัญญาที่โจทก์จ้างจำเลยตรวจซ่อมเครื่องกำเนิดไฟฟ้าระบุว่า "ในขณะทำสัญญาผู้รับจ้าง (จำเลย) ได้นำหลักประกันเป็นหนังสือค้ำประกันความรับผิดตามสัญญาของธนาคาร ท. ภายในวงเงินร้อยละห้าของเงินค่าจ้างตามสัญญาเป็นเงิน 44,405 บาทมอบให้แก่ผู้ว่าจ้าง (โจทก์) เพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา" ดังนั้น เงินตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าวจึงมิใช่เงินที่จำเลยมอบให้โจทก์ทันทีขณะทำสัญญา แต่เป็นเพียงหลักประกันเบื้องต้นเพื่อที่จะให้โจทก์เชื่อได้ว่าจำเลยจะปฏิบัติตามสัญญา และหากจำเลยผิดสัญญาโจทก์จะได้รับชดใช้ค่าเสียหายอย่างน้อยก็คือเงินที่เป็นหลักประกันนั่นเอง เงินตามหนังสือค้ำประกันดังกล่าวจึงมิใช่เงินที่โจทก์จะริบได้ทันทีเมื่อจำเลยผิดสัญญา แต่ถือเป็นส่วนหนึ่งของค่าเสียหายฐานผิดสัญญาที่โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายอื่นอีก กรณีต้องนำเงินที่ธนาคาร ท. ส่งมาไปหักกับค่าเสียหายนั้นก่อนในฐานเป็นจำนวนน้อยที่สุดแห่งค่าเสียหายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 380 วรรคสอง
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้ทำสัญญาจ้างจำเลยตรวจซ่อมเครื่องกำเนิดไฟฟ้าจำนวน 5 เครื่อง เป็นเงิน 888,100 บาท โดยมีกำหนดระยะเวลา 120 วัน หากจำเลยไม่สามารถทำให้แล้วเสร็จตามกำหนด จะต้องชำระค่าปรับให้แก่โจทก์วันละ 888.10 บาท ค่าใช้จ่ายในการควบคุมงานกรณีโจทก์ต้องว่าจ้างผู้ควบคุมงานอีกต่อหนึ่งวันละ 100 บาท แต่ปรากฏว่าจำเลยไม่สามารถซ่อมแซมเครื่องกำเนิดไฟฟ้าดังกล่าวได้ โจทก์จึงบอกเลิกสัญญากับจำเลยและแจ้งให้จำเลยชำระค่าปรับ สงวนสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายกรณีที่โจทก์ต้องจ้างผู้รับจ้างรายอื่นทำงานตามสัญญาใหม่ในราคาที่แพงขึ้นรวมทั้งริบหลักประกันสัญญาตามหนังสือค้ำประกันธนาคารทหารไทย จำกัด สาขาคลองจั่น และให้จำเลยส่งชิ้นส่วนอุปกรณ์ของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่จำเลยนำไปซ่อมคืนโจทก์ ต่อมาโจทก์ได้ว่าจ้างบริษัทเจริญกรุงเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ดำเนินการแทนโดยเสียค่าจ้างไปเป็นเงิน1,275,000 บาท และได้ชำระเงินให้แก่บริษัทดังกล่าวไปแล้ว จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องชำระค่าปรับให้แก่โจทก์ เป็นเงิน 267,318.10 บาท ค่าใช้จ่ายในการควบคุมงาน 30,100 บาทส่งชิ้นส่วนอุปกรณ์เครื่องกำเนิดไฟฟ้าของโจทก์ 81 ชิ้น คืนแก่โจทก์ ถ้าคืนไม่ได้ให้ชดใช้เป็นเงิน 69,266.45 บาท และค่าเสียหายที่โจทก์ต้องว่าจ้างบริษัทเจริญกรุงเอ็นจิเนียริ่งจำกัด ในราคาที่เพิ่มขึ้นกว่าเดิมจำนวน 386,900 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 753,584.55บาท โจทก์ทวงถามจำเลยแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 843,112.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 753,584.55 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 502,061.45 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 342,495 บาท นับตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์2540 และในอัตราเดียวกันจากต้นเงิน 69,266.45 บาท นับตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2539เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยเมื่อคิดถึงวันฟ้อง (วันที่ 2 เมษายน 2541)ต้องไม่เกิน 89,527.61 บาท โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยจากต้นเงิน 342,495 บาท และจากต้นเงิน 69,266.45 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 2 เมษายน 2541)เป็นต้นไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2537 โจทก์ได้ว่าจ้างจำเลยตรวจซ่อมเครื่องกำเนิดไฟฟ้ารวม 5 เครื่อง ในราคา888,100 บาท กำหนดให้แล้วเสร็จภายใน 120 วัน โดยเริ่มทำงานภายในวันที่ 6 มกราคม 2538 ได้ทำสัญญากันไว้ตามเอกสารหมาย จ.17 หลังจากทำสัญญาแล้วจำเลยผิดสัญญาไม่สามารถซ่อมเครื่องกำเนิดไฟฟ้าให้โจทก์แล้วเสร็จภายในกำหนดสัญญา โจทก์บอกเลิกสัญญาและให้จำเลยชำระค่าเสียหาย แต่จำเลยไม่ชำระ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่าจำเลยจะต้องชำระค่าปรับให้แก่โจทก์ในอัตราวันละ888.10 บาท ตามสัญญาหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า จำเลยสมัครใจทำสัญญากับโจทก์โดยยอมเสียค่าปรับวันละ 888.10 บาท และค่าปรับในอัตราดังกล่าวก็มิได้เป็นจำนวนเงินที่สูงเกินควรแต่อย่างใด ทั้งเป็นอัตราที่กำหนดขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุด้วยนั้น เห็นว่า แม้ในสัญญาว่าจ้างจะระบุให้จำเลยชำระค่าปรับแก่โจทก์ในอัตราวันละ 888.10 บาท เมื่อจำเลยผิดสัญญาตามสัญญาว่าจ้างข้อ 15 ก็ตาม แต่ค่าปรับดังกล่าวก็เป็นเบี้ยปรับอย่างหนึ่งที่คู่สัญญากำหนดไว้ล่วงหน้าในสัญญากรณีอีกฝ่ายหนึ่งผิดสัญญา แต่หากเบี้ยปรับกำหนดไว้สูงเกินส่วน ศาลมีอำนาจที่จะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์มิได้นำสืบให้ศาลเห็นว่าหลังจากจำเลยผิดสัญญาไม่สามารถซ่อมเครื่องกำเนิดไฟฟ้าให้เสร็จทันตามสัญญาโจทก์ได้รับความเสียหายอย่างไร ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้โจทก์วันละ 300 บาท นับว่าเหมาะสมแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นที่โจทก์ฎีกาต่อมาว่า โจทก์มีสิทธิริบเงินประกันจำนวน 44,405 บาท ที่ธนาคารทหารไทย จำกัด สาขาคลองจั่น ส่งมาให้ในฐานะผู้ค้ำประกันทันที เพราะเป็นเงินที่จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์เนื่องจากจำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญา ตามสัญญาว่าจ้างข้อ 3 ซึ่งเป็นค่าเสียหายอีกส่วนหนึ่ง ดังนั้น ที่ศาลนำเงินจำนวนดังกล่าวไปหักออกจากค่าเสียหายอื่นจึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า ตามสัญญาข้อ 3 ระบุว่า ในขณะทำสัญญานี้ผู้รับจ้างได้นำหลักประกันเป็นหนังสือค้ำประกันความรับผิดตามสัญญานี้ของธนาคารทหารไทยจำกัด ลงวันที่ 26 ธันวาคม 2537 ภายในวงเงินร้อยละห้าของเงินค่าจ้างตามสัญญาเป็นเงิน 44,405 บาท มามอบให้แก่ผู้ว่าจ้างเพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญานี้ดังนี้เงินตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าว จึงมิใช่เงินที่จำเลยมอบให้โจทก์ทันทีขณะทำสัญญาแต่เป็นเพียงหลักประกันเบื้องต้นเพื่อที่จะให้โจทก์เชื่อได้ว่าจำเลยจะปฏิบัติตามสัญญา และหากจำเลยผิดสัญญาโจทก์จะได้รับชดใช้ค่าเสียหายอย่างน้อยก็คือเงินที่เป็นหลักประกันนั่นเอง เงินตามหนังสือค้ำประกันดังกล่าวจึงมิใช่เงินที่โจทก์จะริบได้ทันทีเมื่อจำเลยผิดสัญญา แต่ถือเป็นส่วนหนึ่งของค่าเสียหายฐานผิดสัญญาที่โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายอื่นอีก จึงต้องนำเงินที่ธนาคารส่งมาไปหักกับค่าเสียหายนั้นก่อนในฐานเป็นจำนวนน้อยที่สุดแห่งค่าเสียหายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 380วรรคสอง ฉะนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองให้นำเงินหลักประกันจำนวนดังกล่าวไปหักออกจากค่าใช้จ่ายที่โจทก์ต้องจ่ายเพิ่มขึ้นจำนวน 386,900 บาท จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นที่โจทก์ฎีกาต่อมาอีกว่า ที่ศาลไม่กำหนดค่าเสียหายในส่วนค่าคุมงานวันละ 100บาท รวม 301 วัน เป็นเงิน 30,100 บาทให้โจทก์ไม่ชอบนั้น เห็นว่า แม้ในสัญญาข้อ 15จะระบุว่า หากผู้รับจ้างผิดสัญญาไม่สามารถทำงานให้แล้วเสร็จตามเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญา และผู้ว่าจ้างยังมิได้บอกเลิกสัญญา ผู้รับจ้างจะต้องชำระค่าปรับให้แก่ผู้ว่าจ้างและจะต้องชำระค่าใช้จ่ายในการควบคุมงานในเมื่อผู้ว่าจ้างต้องจ้างผู้ควบคุมงานอีกต่อหนึ่งก็ตาม แต่ค่าใช้จ่ายในการควบคุมงานเป็นค่าเสียหายอย่างหนึ่ง ซึ่งโจทก์จะต้องนำสืบให้ศาลเห็นว่าโจทก์เสียหายอย่างไรเพียงใด เมื่อโจทก์มิได้นำสืบให้ศาลเห็นว่าหลังจากจำเลยผิดสัญญาและโจทก์ยังมิได้บอกเลิกสัญญาโจทก์เสียหายอย่างไร และได้จ้างผู้ใดมาควบคุมงาน ศาลจึงไม่อาจกำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้โจทก์ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองไม่กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้โจทก์จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"พิพากษายืน
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - กองทัพอากาศ
จำเลย - บริษัท แพคต้าไทย จำกัด - กฎหมายที่อ้าง
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ม. 380 วรรคสอง, ม. 587, ม. 680
- องค์คณะ
- วิชัย เหลืองวิไล
กำพล ภู่สุดแสวง
ปัญญา สุทธิบดี
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา