ฎีกา ปี พ.ศ. 2541 แพ่ง
ฎีกาที่ 3413/2541
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
ผู้ร้องเคยยื่นคำร้องขอให้ยกเลิกการส่งมอบห้องพิพาท11 ห้อง ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ส่งมอบให้แก่โจทก์โดยอ้างเหตุในคำร้องว่าการส่งมอบไม่ถูกต้องเพราะคดียังไม่ ถึงที่สุดและศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีไว้แล้วการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ส่งมอบห้องพิพาททั้งสิบห้าห้องรวมทั้งทรัพย์สินให้แก่โจทก์แล้วไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาและไต่สวนคำร้องของ ผู้ร้องอีกต่อไปจึงให้ยกคำร้องนั้น เป็นคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นที่ผู้ร้องขอให้ยกเลิกการส่งมอบห้องพิพาทแล้ว หากผู้ร้องไม่พอใจอย่างไร ชอบที่จะอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ การที่ผู้ร้องมิได้อุทธรณ์ แต่กลับมายื่นคำร้องต่อมาว่าการส่งมอบห้องพิพาทไม่ถูกต้อง ผู้ร้องยังครอบครองห้องพิพาทอีก 4 ห้อง การบังคับคดียังไม่เสร็จสิ้นและการด่วนคืนห้องพิพาทให้แก่โจทก์ไม่เป็นธรรมแก่ผู้ร้องจึงขอให้ไต่สวนคำร้องฉบับแรกของผู้ร้อง และคืนห้องพิพาททั้งสิบห้าห้องให้แก่ผู้ร้อง ต่อไปนั้น คำร้องฉบับหลังมี ข้ออ้างเช่นเดียวกับคำร้องฉบับแรก แม้จะมีคำขอต่างกันโดย ขอให้ไต่สวนคำร้องฉบับแรกและขอให้คืนห้องพิพาททั้งสิบห้าห้องก็สืบเนื่องมาจากประเด็นข้อพิพาทเดียวกัน จึงเป็นการขอให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาอันเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้ว ต้องห้ามตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ปัญหาเรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างศาลก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้ ส่วนที่ผู้ร้องขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนการบังคับคดีที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 นั้นเป็นเรื่องที่ผู้ร้องจะต้องว่ากล่าวมาตามลำดับชั้นศาลมิใช่เพิ่งยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกา
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากตึกแถวที่เช่า ศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากตึกแถวเลขที่ 933/3 และ 933/4จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดีเมื่อวันที่29 เมษายน 2535 เจ้าพนักงานบังคับคดีนำประกาศของเจ้าพนักงานบังคับคดีไปปิดไว้ที่ตึกแถวเลขที่ดังกล่าวผู้ร้องยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษว่า ผู้ร้องทำสัญญาเช่าตึกแถวพิพาทชั้นที่ 2 ถึงที่ 4 จากจำเลย ผู้ร้องมิใช่บริวารของจำเลย ขอให้ไต่สวนและมีคำสั่งว่าผู้ร้องไม่ใช่บริวารของจำเลย ให้โจทก์จดทะเบียนการเช่าตึกแถวพิพาทชั้นที่ 2 ถึงชั้นที่ 4 ให้แก่ผู้ร้องนับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งถึงวันที่ 1 พฤษภาคม 2547 หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้องในวันนัดไต่สวนพยานผู้ร้อง ศาลชั้นต้นเห็นว่าข้อเท็จจริงตามคำร้องและคำคัดค้านพอวินิจฉัยได้ จึงให้งดไต่สวนและมีคำสั่งให้ยกคำร้องผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม2537 ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายกคำสั่งและคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง และย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องของผู้ร้องแล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี และศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2538ในระหว่างที่ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิจารณาอุทธรณ์และฎีกาของผู้ร้องอยู่นั้น เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2537 เจ้าพนักงานบังคับคดีส่งมอบตึกแถวพิพาทชั้นที่ 2 ห้องหมายเลข 1, 2, 4 และ 5ชั้นที่ 3 ห้องหมายเลข 2, 3, 4 และ 5 และชั้นที่ 4 ห้องหมายเลข1, 3 และ 5 รวม 11 ห้อง ให้แก่โจทก์ และเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม2538 เจ้าพนักงานบังคับคดีส่งมอบตึกแถวพิพาทเลขที่ 933/3 และ 933/4 ให้แก่โจทก์ทั้งหลังเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2538 ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าคดีนี้ศาลฎีกาพิพากษายกคำสั่งและคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองและย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องของผู้ร้องแล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ศาลชั้นต้นได้นัดไต่สวนคำร้องวันที่ 17 ตุลาคม2538 เท่ากับคดีที่ผู้ร้องอ้างว่าไม่ใช่บริวารของจำเลยยังไม่ถึงที่สุด ผู้ร้องเป็นผู้เช่าช่วงโดยชอบ ผู้ร้องย่อมมีสิทธิใช้สอยห้องพิพาทที่เช่าช่วงจนกว่าศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าผู้ร้องเป็นบริวารของจำเลยการส่งมอบห้องพิพาทของเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ถูกต้องเพราะคดียังไม่ถึงที่สุดและศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีไว้แล้ว ขอให้มีคำสั่งยกเลิกการส่งมอบห้องพิพาท 11 ห้อง ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ส่งมอบให้แก่โจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2538ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ส่งมอบห้องพิพาททั้งสิบห้าห้องรวมทั้งทรัพย์สินให้แก่โจทก์ตามรายงานเจ้าหน้าที่ลงวันที่10 สิงหาคม 2538 แล้ว จึงไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาและไต่สวนคำร้องของผู้ร้องอีกต่อไป ให้ยกคำร้องต่อมาวันที่ 18 มกราคม 2539 ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องยังครอบครองห้องพิพาทที่เหลืออีก 4 ห้อง การส่งมอบห้องครั้งหลังเป็นเรื่องที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเขียนรายงานเอาเองและคลุมเครือโดยไม่ได้ระบุชัดแจ้งว่าส่งมอบห้องพักอีก 4 ห้องให้แก่โจทก์ เมื่อศาลฎีกาย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องของผู้ร้อง จึงเท่ากับเริ่มต้นคดีใหม่ การด่วนคืนห้องพิพาทให้แก่โจทก์ย่อมไม่เป็นธรรมแก่ผู้ร้อง ขอให้ไต่สวนคำร้องของผู้ร้องฉบับลงวันที่ 15 กันยายน 2538 และคืนห้องพิพาททั้งสิบห้าห้องให้แก่ผู้ร้องโจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของผู้ร้องเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2538 นั้น ชอบด้วยกฎหมายขอให้ยกคำร้องศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้เพิกถอนการบังคับคดีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้กระทำไปตามรายงานเจ้าหน้าที่ลงวันที่ 29 มิถุนายน 2537 และวันที่ 10 สิงหาคม 2538 โดยให้โจทก์ส่งมอบการครอบครองตึกแถวพิพาทเลขที่ 933/3 และ 933/4ถนนอรุณอัมรินทร์ แขวงบ้านช่างหล่อ เขตบางกอกน้อยกรุงเทพมหานคร ชั้น 2, 3 และ 4 คืนให้แก่ผู้ร้อง แจ้งคำสั่งพร้อมสำเนาคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องผู้ร้องฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่าที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำร้องโดยเห็นว่าคำร้องของผู้ร้องเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ชอบหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องฉบับแรกลงวันที่ 15 กันยายน 2538 ขอให้ยกเลิกการส่งมอบห้องพิพาท 11 ห้อง ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ส่งมอบให้แก่โจทก์โดยอ้างว่าการส่งมอบไม่ถูกต้องเพราะคดียังไม่ถึงที่สุด และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีไว้แล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ได้เรียกสำนวนการบังคับคดีจากเจ้าพนักงานบังคับคดีมาตรวจสอบแล้วปรากฏว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ส่งมอบห้องพิพาททั้งสิบห้าห้องรวมทั้งทรัพย์สินให้แก่โจทก์ตามรายงานเจ้าหน้าที่ลงวันที่ 10 สิงหาคม 2538 แล้วจึงไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาและไต่สวนคำร้องของผู้ร้องอีกต่อไปให้ยกคำร้อง คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวเป็นคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นที่ผู้ร้องขอให้ยกเลิกการส่งมอบห้องพิพาท11 ห้อง ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ส่งมอบให้แก่โจทก์แล้วหากผู้ร้องไม่พอใจอย่างไร ชอบที่จะอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ แต่ผู้ร้องมิได้อุทธรณ์ ผู้ร้องกลับมายื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 18 มกราคม 2539 อีกว่าการส่งมอบห้องพิพาทไม่ถูกต้อง ผู้ร้องยังครอบครองห้องพิพาทอีก 4 ห้อง การบังคับคดีคดียังไม่เสร็จสิ้น และการด่วนคืนห้องพิพาทให้แก่โจทก์ไม่เป็นธรรมแก่ผู้ร้อง ขอให้ไต่สวนคำร้องของผู้ร้องฉบับลงวันที่ 15 กันยายน 2538 และคืนห้องพิพาททั้งสิบห้าห้องให้แก่ผู้ร้อง คำร้องฉบับหลังจึงมีข้ออ้างเช่นเดียวกับคำร้องฉบับแรก แม้จะมีคำขอต่างกันโดยขอให้ไต่สวนคำร้องฉบับแรกและขอให้คืนห้องพิพาททั้งสิบห้าห้อง ก็สืบเนื่องมาจากประเด็นข้อพิพาทเดียวกันจึงเป็นการขอให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาอันเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้ว ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ที่ศาลอุทธรณ์ เห็นว่าคำร้องของผู้ร้องเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำจึงชอบแล้ว และปัญหาเรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างศาลก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้ ส่วนที่ผู้ร้องขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนการบังคับคดีที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 นั้น เป็นเรื่องที่ผู้ร้องจะต้องว่ากล่าวมาตามลำดับชั้นศาล มิใช่ยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นนี้พิพากษายืน
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - นางสาว พิศวง ตรีครุฑพันธ์
ผู้ร้อง - นาย ฉกาจ กีรติ ประเสริฐ
จำเลย - นาย ณ รงศักดิ์ ล้วนศรีติ สกุล - กฎหมายที่อ้าง
- ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง — ม. 27, ม. 142 (5), ม. 144
- องค์คณะ
- พิชัย เตโชพิทยากูล
ทวีชัย เจริญบัณฑิต
ชวลิต ธรรมฤาชุ
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา