ฎีกา ปี พ.ศ. 2537 แพ่ง

ฎีกาที่ 3414/2537

คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)

จำเลยในฐานะเป็นผู้จัดการมรดกไปจดทะเบียนรับโอนที่พิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายมาเป็นของจำเลยแต่เพียงผู้เดียวโดยไม่แบ่งปันให้แก่ทายาทเป็นการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นการละเลยไม่กระทำตามหน้าที่ของผู้จัดการมรดก จึงมีเหตุถอนจำเลยจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1727 วรรคแรก

คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกนายแสวง บุญมาแย้มผู้ตาย ตามคำสั่งศาล โจทก์เป็นบุตรคนหนึ่งของผู้ตาย เกิดจากนางยง บุญมาแย้ม มารดา จำเลยได้จดทะเบียนรับโอนที่ดินมรดกของผู้ตายเป็นของตนแต่เพียงผู้เดียว ไม่แบ่งปันแก่ทายาทอื่นเป็นการปฏิบัติผิดหน้าที่ผู้จัดการมรดกและเบียดบังเอาทรัพย์มรดกของผู้ตายเป็นของตน จำเลยต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1605 ขอให้ศาลถอนจำเลยจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย แล้วตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกแทนโจทก์ไม่เป็นบุคคลต้องห้ามตามกฎหมายที่จะเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายและขอให้กำจัดจำเลยมิให้รับมรดกผู้ตายด้วยจำเลยให้การว่า ผู้ตายได้ยกที่ดินที่โจทก์อ้างว่าเป็นมรดกของผู้ตายให้แก่จำเลยตั้งแต่ก่อนถึงแก่ความตาย จำเลยครอบครองโดยสงบเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลากว่าสิบปีแล้วโจทก์ไม่เคยบอกกล่าวหรือฟ้องขอแบ่งมรดกภายใน 1 ปี นับแต่เจ้ามรดกตายคดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้ถอนจำเลยออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกนายแสวง บุญมาแย้ม ผู้ตาย และตั้งให้โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกต่อไปคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังยุติได้ว่าโจทก์จำเลยต่างเป็นบุตรของนายแสวง บุญมาแย้ม ผู้ตาย หลังจากจำเลยได้เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามคำสั่งศาลแล้ว จำเลยได้จดทะเบียนรับมรดกที่พิพาทเฉพาะส่วนของผู้ตายมาเป็นของจำเลยแต่เพียงผู้เดียวคดีมีข้อวินิจฉัยว่ามีเหตุถอนจำเลยออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายหรือไม่ จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์ที่พิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 หรือไม่และจำเลยในฐานะเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้จดทะเบียนรับมรดกที่พิพาทมาเป็นของจำเลยแต่เพียงผู้เดียวเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่าการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวน ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า ก่อนถึงแก่กรรมผู้ตายไม่ได้ยกที่พิพาทให้แก่จำเลย จากข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ฟังมาดังกล่าวจำเลยครอบครองที่พิพาทต่อมาภายหลังจากที่ผู้ตายถึงแก่กรรมจึงเป็นการครอบครองแทนทายาทของผู้ตายแม้จำเลยจะครอบครองมานานเกินกว่า 10 ปี ดังที่จำเลยฎีกา จำเลยก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ส่วนจำเลยในฐานะเป็นผู้จัดการมรดกไปจดทะเบียนรับโอนที่พิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายมาเป็นของจำเลยแต่เพียงผู้เดียวโดยไม่แบ่งปันให้แก่ทายาทอื่นก็ถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายดังที่จำเลยฎีกาเช่นกันหากแต่การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการละเลยไม่กระทำตามหน้าที่ของผู้จัดการมรดก คดีมีเหตุถอนจำเลยจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1727 วรรคแรก"พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

คู่ความ
โจทก์ - นาง ถาวร บุญ มา แย้ม
จำเลย - นาง สาลี่ เกิด โภ คา
กฎหมายที่อ้าง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ม. 1727
องค์คณะ
นาม ยิ้มแย้ม
สุรินทร์ นาควิเชียร
สุวรรณ ตระการพันธุ์

ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว

ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหาฎีกาอื่นข้อกฎหมายและมาตรา