ฎีกา ปี พ.ศ. 2542 แพ่ง

ฎีกาที่ 3429/2542

คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)

สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ร้อยละ 16.25 ต่อปีอยู่แล้วการที่ข้อต่อมากำหนดให้โจทก์คิดดอกเบี้ย ในกรณีที่จำเลยผิดนัดไว้ว่าให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปีนั้น ก็คือการที่จำเลยสัญญาให้เบี้ยปรับในฐาน ผิดสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 2.25 ต่อปี นั่นเอง ซึ่งเบี้ยปรับนี้ถ้าศาลเห็นว่าสูงเกินส่วนก็มีอำนาจ ลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีระบุว่า ผู้กู้ยินยอมให้ผู้ให้กู้ มีสิทธิใช้ดุลพินิจนำเงินค่าเบี้ยประกันภัยที่ได้ทดรองจ่ายไป แทนผู้กู้ไปลงจ่ายในบัญชีเดินสะพัดที่ผู้กู้มีอยู่กับผู้ให้กู้ เพื่อให้ผู้กู้เป็นหนี้เบิกเงินเกินบัญชีต่อผู้ให้กู้ต่อไป และผู้กู้ยินยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราที่กำหนดไว้ในข้อ 2 ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยสำหรับต้นเงินค่าเบี้ยประกันภัย ในอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี แม้จำเลยจดทะเบียนจำนองทรัพย์ให้ไว้แก่โจทก์ก่อนเปิดบัญชีเดินสะพัดและทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีก็ตามแต่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 681 วรรคสอง กำหนดว่า หนี้ในอนาคตหรือหนี้มีเงื่อนไขจะประกันไว้เพื่อ เหตุการณ์ซึ่งหนี้นั้นอาจเป็นผลได้จริงก็ประกันได้และมาตรา 707กำหนดว่าบทบัญญัติมาตรา 681 ว่าด้วยค้ำประกันนั้น ให้ใช้ได้ในการจำนอง อนุโลมตามควร ดังนั้น แม้ว่าสัญญาจำนองจะเป็นหนี้อุปกรณ์แต่ก็สามารถค้ำประกันหนี้เบิกเงินเกินบัญชีซึ่งเป็นหนี้ในอนาคตได้

คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเปิดบัญชีเดินสะพัดกับโจทก์ และทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ในวงเงิน 800,000 บาท โดยจำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 194462 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้ทุกชนิดของจำเลย ภายหลังจำเลยเบิกเงินเกินบัญชีไปจากโจทก์หลายครั้ง และไม่นำเงินเข้าหักทอนบัญชี โจทก์บอกกล่าวทวงถามให้จำเลยชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองแล้วแต่จำเลยก็เพิกเฉย สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจึงสิ้นสุด ขอให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 968,297.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19.50 ต่อปีจากต้นเงิน 919,923.37 บาท และค่าเบี้ยประกันภัยจำนวน 916 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยไม่ชำระหนี้ให้บังคับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 194462 ตำบลสะพานสูง อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าวรวมตลอดถึงทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบจำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นเป็นรายเดือนตามบันทึกการคิดดอกเบี้ยของโจทก์ท้ายฟ้องไม่อาจทราบได้ว่าเป็นเงินต้นและดอกเบี้ยจำนวนเท่าใด จำเลยนำเงินเข้าหักทอนบัญชีมาโดยตลอด แต่โจทก์ไม่ได้ตัดทอนบัญชีให้ จำนวนเงินที่โจทก์ฟ้องมาจึงไม่ถูกต้อง โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน873,457.23 บาท พร้อมดอกเบี้ยทบต้นอัตราร้อยละ 15.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2540 ถึงวันที่ 11 สิงหาคม 2540 ให้ชำระดอกเบี้ยไม่ทบต้นอัตราร้อยละ 15.5 ต่อปีจากต้นเงินและดอกเบี้ยที่คำนวณได้ดังกล่าวข้างต้นนับแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 916 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกโจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่14 มีนาคม 2539 จำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 194462ตำบลสะพานสูง อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ให้ไว้แก่โจทก์ต่อมาวันที่ 24 เมษายน 2539 จำเลยเปิดบัญชีเดินสะพัดและทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์จำนวนเงิน 800,000 บาท โดยมอบอำนาจให้โจทก์จัดการเอาประกันภัยทรัพย์จำนองได้ ปรากฏตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันสัญญาต่อท้ายจำนองที่ดินเป็นประกัน คำขอเปิดบัญชีเดินสะพัดสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี และหนังสือมอบอำนาจให้ธนาคารจัดการประกันภัยเอกสารหมาย จ.4 จ.5 จ.6 จ.7 และ จ.8 คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยประการแรกว่าโจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยสำหรับต้นเงินที่ค้างชำระในอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่1 พฤษภาคม 2540 ถึงวันที่ 8 กันยายน 2540 และคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 กันยายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จหรือไม่ เห็นว่าสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเอกสารหมาย จ.5 มีข้อตกลงในการชำระดอกเบี้ยไว้ในสัญญาข้อ 2 ระบุว่า ผู้ให้กู้ประกาศกำหนดเรียกเก็บดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดเท่ากับร้อยละ 16.25 ต่อปี และสำหรับลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไขในอัตราสูงสุดเท่ากับร้อยละ 18.5 ต่อปี จากข้อสัญญาดังกล่าวจะเห็นได้ว่า สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีระหว่างโจทก์และจำเลยตามเอกสารหมาย จ.5 นี้ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ร้อยละ 16.25 ต่อปีอยู่แล้ว การที่ข้อต่อมากำหนดให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในกรณีที่จำเลยผิดนัดไว้ว่า ให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปีนั้น ก็คือการที่จำเลยสัญญาให้เบี้ยปรับในฐานผิดสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 2.25 ต่อปีนั่นเอง ซึ่งเบี้ยปรับนี้ถ้าศาลเห็นว่าสูงเกินส่วนศาลมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 383 วรรคหนึ่ง เมื่อพิเคราะห์ถึงทางได้เสียของโจทก์ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายประกอบกับโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าการที่จำเลยผิดสัญญาไม่ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้แก่โจทก์นั้นทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายอย่างไร จึงเห็นสมควรลดดอกเบี้ยที่จำเลยต้องชำระเพิ่มในกรณีผิดนัดจากอัตราร้อยละ 2.25 ต่อปี เป็นให้ชำระดอกเบี้ยเพิ่มในอัตราร้อยละ 1 ต่อปี รวมเป็นดอกเบี้ยที่ต้องชำระร้อยละ 16.5 ต่อปี ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้เสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ15.5 ต่อปีนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วนปัญหาวินิจฉัยประการต่อไปมีว่า โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยสำหรับต้นเงินค่าเบี้ยประกันภัย 916 บาท ในอัตราเท่าใด เห็นว่าสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีตามเอกสารหมาย จ.5 ข้อ 6 ระบุว่าผู้กู้ยินยอมให้ผู้ให้กู้มีสิทธิใช้ดุลพินิจนำเงินค่าเบี้ยประกันภัยที่ได้ทดรองจ่ายไปแทนผู้กู้ไปลงจ่ายในบัญชีเดินสะพัดที่ผู้กู้มีอยู่กับผู้ให้กู้เพื่อให้ผู้กู้เป็นหนี้เบิกเงินเกินบัญชีต่อผู้ให้กู้ต่อไป และผู้กู้ยินยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราที่กำหนดไว้ในข้อ 2 ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยสำหรับต้นเงินค่าเบี้ยประกันภัยในอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี ดังเหตุผลที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้นปัญหาวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า สัญญาจำนองมีผลผูกพันจำเลยหรือไม่เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่าจำเลยจดทะเบียนจำนองทรัพย์จำนองให้ไว้แก่โจทก์ก่อนเปิดบัญชีเดินสะพัดและทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีก็ตาม แต่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 681 วรรคสอง บัญญัติว่า หนี้ในอนาคตหรือหนี้มีเงื่อนไขจะประกันไว้เพื่อเหตุการณ์ซึ่งหนี้นั้นอาจเป็นผลได้จริง ก็ประกันได้และมาตรา 707 บัญญัติว่า บทบัญญัติมาตรา 681 ว่าด้วยค้ำประกันนั้น ท่านให้ใช้ได้ในการจำนอง อนุโลมตามควร ดังนั้นแม้ว่าสัญญาจำนองจะเป็นหนี้อุปกรณ์แต่ก็สามารถค้ำประกันหนี้เบิกเงินเกินบัญชีซึ่งเป็นหนี้ในอนาคตได้ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าสัญญาจำนองไม่มีผลผูกพันจำเลยตกเป็นโมฆะเสียเปล่ามาแต่แรกนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น"พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน873,457.23 บาท พร้อมดอกเบี้ยทบต้นอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2540 ถึงวันที่ 11 สิงหาคม 2540 ให้ชำระดอกเบี้ยไม่ทบต้นอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปีจากต้นเงินและดอกเบี้ยที่คำนวณได้ดังกล่าวข้างต้นนับแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 916 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 194462 เลขที่ดิน 3646 ตำบลสะพานสูง อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างรวมตลอดถึงทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบ

ข้อมูลคดี

คู่ความ
โจทก์ - ธนาคาร ไทย พาณิชย์ จำกัด ( มหาชน
จำเลย - นางสาว ทัศ นา สุด ใจ
กฎหมายที่อ้าง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ม. 383, ม. 707, ม. 856
องค์คณะ
วิเทพ ศิริพากย์
ระพินทร บรรจงศิลป
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์

ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว

ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหาฎีกาอื่นข้อกฎหมายและมาตรา