ฎีกา ปี พ.ศ. 2536 อาญา
ฎีกาที่ 3521/2536
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 229,360 พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 มาตรา 117,118,120 และประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9,108 ทวิ เป็นความผิดที่กระทำต่อรัฐเป็นอำนาจหน้าที่ของพนักงานอัยการที่จะฟ้องร้องขอให้ลงโทษผู้กระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28(1)และพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ. 2498 มาตรา 11(1) เอกชนจะฟ้องได้ก็ต่อเมื่อได้รับความเสียหายเป็นพิเศษ แม้โจทก์จะเป็นเทศบาลและมีหน้าที่บำรุงทางบกทางน้ำ ตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496มาตรา 50(2),53 มีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษา คุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินที่อยู่ในเขตเทศบาลตามคำสั่งกระทรวงมหาดไทย และดูแลรักษาลำน้ำในเขตเทศบาลตามที่อธิบดีกรมเจ้าท่ามอบหมาย ตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 โจทก์ก็ไม่ใช่ผู้เสียหายไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดดังกล่าว
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติ เทศบาล พ.ศ. 2496 มีอำนาจหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินส่วนท้องถิ่นภายในเขตเทศบาลเมืองนครสวรรค์ ตลอดจนมีอำนาจดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน หรือทรัพย์สินของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายที่ดินและได้รับมอบอำนาจจากกรมเจ้าท่าให้มีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินและทางน้ำสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือทรัพย์สินของแผ่นดินซึ่งใช้เพื่อสาธารณประโยชน์ในเขตเทศบาลเมืองนครสวรรค์ เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2528ถึงวันที่ 12 พฤษภาคม 2529 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกันจำเลยทั้งสามกับพวกอีกหลายคนร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมกล่าวคือ ร่วมกันบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินชายตลิ่งและทางน้ำสาธารณะแห่งแม่น้ำเจ้าพระยา อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินซึ่งใช้เพื่อสาธารณประโยชน์และสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกันที่อยู่ในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันของโจทก์ และที่ได้รับมอบหมายจากกรมเจ้าท่าให้ดูแลรักษาและคุ้มครองตามกฎหมายและร่วมกันทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า และทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งที่ดังกล่าวโดยเททิ้ง หิน กรวด ทราย ดิน และสิ่งอื่น ๆ ลง ทำให้สกปรกเป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิตหรือเป็นอันตรายแก่การเดินเรือ หรืออยู่ในลักษณะอันอาจจะเป็นอันตรายแก่การสัญจร โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานหรือจากโจทก์ตามกฎหมาย และร่วมกันปลูกสร้างอาคารบ้านเรือนที่อยู่อาศัยล่วงล้ำเข้าไปทำให้โจทก์และสาธารณชนเสียหายทำให้แม่น้ำเปลี่ยนช่องน้ำซึ่งก่อความเสียหายแก่ประชาชนที่สัญจรไปมาและที่อยู่ในบริเวณข้างเคียง เกิดน้ำท่วมทำให้ตลิ่งฝั่งตรงข้ามเสียหาย ทำให้เกิดน้ำขังทางน้ำเดินไม่สะดวก เหตุเกิดที่ตำบลบางปลอง (ปากน้ำโพ) อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90, 91, 229, 360, 362, 365พระราชบัญญัติ การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 มาตรา 117, 118,119, 120 ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้องจำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90, 91, 229, 360 พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 มาตรา 117, 118, 119, 120ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ การกระทำของจำเลยที่ 1เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 229 ลงโทษจำคุก 1 ปี ปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ส่วนจำเลยที่ 2และที่ 3 ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ขอให้ยกฟ้อง และจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ขอให้ยกคำสั่ง ศาลชั้นต้นที่ให้งดส่งประเด็นไปสืบพยานจำเลยทั้งสามศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนจำเลยที่ 1 ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 เป็นข้อแรกว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 229, 360,362, 365 พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456มาตรา 117, 118, 119, 120 และประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิหรือไม่ ในปัญหานี้เห็นว่า สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 362, 365 นั้น ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุดแล้วจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1ในฐานความผิดดังกล่าวหรือไม่อีกต่อไป ส่วนความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 229, 360 พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 มาตรา 117, 118, 119, 120ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ นั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่าเป็นความผิดที่กระทำต่อรัฐเป็นอำนาจหน้าที่ของพนักงานอัยการที่จะฟ้องขอให้ลงโทษผู้กระทำความผิดดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28(1) และพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ. 2498 มาตรา 11(1) เอกชนจะฟ้องได้ก็ต่อเมื่อได้รับความเสียหายเป็นพิเศษ แม้โจทก์เป็นเทศบาลเมือง ซึ่งมีหน้าที่ต้องจัดให้มีและบำรุงทางบกและทางน้ำตามพระราชบัญญัติเทศบาลพ.ศ. 2496 มาตรา 50(2), 53 และกระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งให้โจทก์มีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาและดำเนินการคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินที่อยู่ในเขตเทศบาล ทั้งอธิบดีกรมเจ้าท่าได้มอบอำนาจเจ้าท่าตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 ให้โจทก์ดูแลรักษาลำน้ำในเขตเทศบาล ก็ถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดดังกล่าว โจทก์จึงไม่เป็นผู้เสียหายไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในฐานความผิดดังกล่าวเหล่านั้นได้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้น และเมื่อได้วินิจฉัยเช่นนี้แล้ว ก็ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 1 อีกต่อไป"พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1ในฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 229, 360 พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 มาตรา 117, 118, 119, 120ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - เทศบาล เมือง นครสวรรค์
จำเลย - นาย ไพศาล การุณรังษี กับพวก - กฎหมายที่อ้าง
- ประมวลกฎหมายอาญา — ม. 229, ม. 360
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา — ม. 2 (4), ม. 28
ประมวลกฎหมายที่ดิน — ม. 9, ม. 108
พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำสยาม — ม. 117, ม. 118, ม. 120
พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2481 — ม. 50 - องค์คณะ
- อัครวิทย์ สุมาวงศ์
อากาศ บำรุงชีพ
สมศักดิ์ วิธุรัติ
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา