ฎีกา ปี พ.ศ. 2540 อาญา

ฎีกาที่ 3614/2540

คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)

โจทก์บรรยายฟ้องชัดแจ้งแล้วว่าจำเลยทั้งสองครอบครองอาคารเพื่อพานิชกรรมและจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันดัดแปลงอาคารเพื่อพาณิชยกรรมดังกล่าวซึ่งครบองค์ประกอบความผิด มาตรา 21 ประกอบมาตรา 70 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 โดยมาตรา 70 ระบุถึงกรณีกระทำการดัดแปลงอาคารเพื่อพาณิชยกรรม มิใช่ดัดแปลงอาคารโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อพาณิชยกรรม จึงหาจำต้องบรรยายว่าจำเลยทั้งสองดัดแปลงอาคารโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อพาณิชยกรรมไม่ และที่โจทก์บรรยายว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำผิดก็เข้าใจได้ในตัวเองแล้วไม่จำต้องบรรยายในรายละเอียดอีกว่าร่วมกันกระทำโดยตลอดหรือแบ่งหน้าที่กันทำอย่างไร โจทก์ไม่จำต้องอ้างมาตรา 83 แห่งประมวลกฎหมายอาญา หรือมาตรา 72 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคารฯเพราะมิใช่มาตราที่บัญญัติว่าการกระทำเช่นใดเป็นความผิด ดังนั้น ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุมและถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5)(6)

คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 17 มกราคม 2538 ถึงวันที่ 28 เมษายน 2538เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกันจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้ครอบครองอาคารเพื่อพาณิชยกรรมเลขที่ 99/11 ซอยสดพิณสรร แขวงถนนพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพ-มหานคร ร่วมกันดัดแปลงอาคารดังกล่าว โดยต่อเติมอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กบนดาดฟ้าเพื่อดัดแปลงเป็นพื้นที่ชั้นที่ 4 ขนาดกว้าง 4 เมตร ยาว 10 เมตร สูง 4 เมตร ทำการรื้อบันไดคอนกรีตในอาคารออกทั้งสามชั้นเพื่อขยายพื้นที่และต่อเติมสร้างบันไดเหล็ก (บันไดเวียน) บนที่ว่างด้านหลังอาคารทั้งสี่ชั้น อันเป็นการทำให้รูปแบบโครงสร้างส่วนต่าง ๆ ของอาคารดังกล่าวที่ได้ก่อสร้างไว้แล้วผิดไปจากเดิม ซึ่งเป็นกรณีที่ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องตามกฎหมายหรือออกใบอนุญาตให้ได้และมิใช่เป็นการซ่อมแซมหรือดัดแปลงตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ทั้งนี้โดยไม่ได้รับอนุญาตให้ดัดแปลงต่อเติมจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามกฎหมาย และเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2538 จำเลยทั้งสองทราบคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นให้รื้อถอนอาคารส่วนที่ดัดแปลงต่อเติมดังกล่าวทั้งหมดให้เสร็จภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันได้รับคำสั่งต่อมาวันที่ 5 มิถุนายน 2538 จำเลยทั้งสองร่วมกันฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ออกโดยชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว โดยไม่รื้อถอนอาคารส่วนที่ดัดแปลงต่อเติม ซึ่งเป็นส่วนของอาคารที่ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้ตามกฎหมายดังกล่าวจนถึงวันฟ้อง ทั้งนี้จำเลยทั้งสองไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันควรและไม่ได้รับการยกเว้นใด ๆ ตามกฎหมาย เหตุเกิดที่แขวงถนนพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 21, 22, 40, 42, 65, 66 ทวิ, 69, 70, 71 ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่องควบคุมการก่อสร้างอาคาร พ.ศ. 2522 ข้อ 30, 76(3)(4) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 21, 22 (ที่ถูกไม่ผิดมาตรานี้) 40,42, 65, 66 ทวิ, 69, 70, 71 จำเลยทั้งสองกระทำการอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 เดือน และปรับจำเลยทั้งสองคนละ 40,000 บาท กับปรับอีกวันละคนละ 1,000 บาท จนกว่าจะรื้อถอน ฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี และปรับจำเลยทั้งสองคนละ 80,000 บาท กับปรับอีกวันละคนละ 10,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 2 เดือน ปรับจำเลยทั้งสองคนละ 120,000 บาท และปรับอีกวันละคนละ 11,000 บาท จนกว่าจะรื้อถอน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 7 เดือน และปรับจำเลยทั้งสองคนละ60,000 บาท กับปรับอีกวันละคนละ 5,500 บาท นับแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2538 จนกว่าจะรื้อถอน โทษจำคุกจำเลยที่ 2 ให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยทั้งสองฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาวินิจฉัยประการที่สองว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) และ (6)หรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่าโจทก์ไม่บรรยายฟ้องให้ชัดแจ้งว่า จำเลยทั้งสองกระทำการอย่างไรที่บ่งชี้ว่ามีเจตนาดัดแปลงอาคารเพื่อพาณิชยกรรม และไม่บรรยายให้ชัดแจ้งว่าร่วมกันกระทำผิดอย่างไร หรือแบ่งหน้าที่กันดัดแปลงอาคารอย่างไร ทั้งไม่อ้างบทมาตรา 83 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และมาตรา 72 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ซึ่งปัญหาดังกล่าวแม้จะมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลล่างทั้งสองแต่ก็เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีการับวินิจฉัยให้ เห็นว่า โจทก์ได้บรรยายชัดแจ้งแล้วว่าจำเลยทั้งสองครอบครองอาคารเพื่อพาณิชยกรรม และจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันดัดแปลงอาคารเพื่อพาณิชยกรรมดังกล่าวซึ่งครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 21 ประกอบมาตรา 70 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522โดยมาตรา 70 บัญญัติหมายความว่า กระทำการดัดแปลงอาคารเพื่อพาณิชยกรรม มิใช่ดัดแปลงอาคารโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อพาณิชยกรรม จึงหาจำต้องบรรยายว่าจำเลยทั้งสองดัดแปลงอาคารโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อพาณิชยกรรมดังที่จำเลยทั้งสองฎีกาแต่อย่างใดไม่และที่โจทก์บรรยายว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำผิดก็เข้าใจได้ในตัวเองแล้วไม่จำต้องบรรยายในรายละเอียดอีกว่าร่วมกันกระทำโดยตลอดหรือแบ่งหน้าที่กันทำอย่างไร และโจทก์ไม่จำต้องอ้างบทมาตรา 83 แห่งประมวลกฎหมายอาญา หรือมาตรา 72 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 เพราะมิใช่บทมาตราที่บัญญัติว่าการกระทำเช่นใดเป็นความผิด ดังนั้น ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุมและถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5)(6)..."พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

คู่ความ
โจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย - บริษัท ไอด้า ครีเอทีฟโฆษณา จำกัด กับพวก
กฎหมายที่อ้าง
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา — ม. 158
พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 — ม. 21, ม. 70, ม. 72
องค์คณะ
สมบัติ เดียวอิศเรศ
จำลอง สุขศิริ
ไสว จันทะศรี

ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว

ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหาฎีกาอื่นข้อกฎหมายและมาตรา