ฎีกา ปี พ.ศ. 2546
ฎีกาที่ 3816/2546
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
หนังสือสัญญาจ้างกำหนดว่าสัญญาจ้างเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2543 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2546 แต่ยังมีข้อความต่อไปอีกว่าทั้งสองฝ่ายจะเจรจาเกี่ยวกับการต่อสัญญา 2 เดือน ก่อนสัญญาสิ้นสุดลง หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดประสงค์ที่จะยกเลิกสัญญาต้องแจ้งให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบล่วงหน้า 2 เดือน ข้อความในส่วนหลังนี้ทำให้เป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดเวลาการจ้าง แต่การใช้สิทธิเลิกจ้างโจทก์ของจำเลยต้องมีเหตุอันสมควรจึงจะเป็นการเลิกจ้างที่เป็นธรรม จำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์ผลักดันให้จำเลยจ่ายค่าจ้างแก่ลูกจ้างจำเลยซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาโจทก์ให้ตรงกำหนดและจ่ายค่าบริการที่จำเลยเก็บจากลูกค้าให้ลูกจ้าง เพราะเป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกจ้างลาออกบ่อยครั้ง ต้องรับลูกจ้างใหม่ซึ่งไม่มีประสบการณ์ในการทำงานเข้ามาประจำ ทำให้มาตรฐานการบริการลูกค้าไม่ดีเท่าที่ควรโจทก์กระทำเพื่อให้มาตรฐานการบริการลูกค้าดีขึ้นซึ่งเป็นประโยชน์แก่จำเลยเอง เมื่อโจทก์ไม่ได้กระทำผิดจึงไม่ต้องวินิจฉัยว่าการเลิกจ้างต้องมีเหตุผลแห่งการเลิกจ้างตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยหรือไม่ จำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงเป็นการเลิกจ้างโดยไม่มีเหตุอันสมควรเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2543 จำเลยทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้ทำงานในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายอาหารและเครื่องดื่ม มีกำหนดระยะเวลา 3 ปี ได้รับค่าจ้างเดือนละ 55,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน ต่อมาวันที่ 30 สิงหาคม2544 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยมีผลในวันที่ 29 ตุลาคม 2544 โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิด การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ก่อนครบกำหนดตามสัญญาทำให้โจทก์ต้องตกงานและขาดรายได้ประจำ ถ้าจำเลยไม่เลิกจ้างโจทก์สามารถทำงานกับจำเลยต่อไปอีก 2 ปีขอคิดค่าเสียหาย 1,320,000 บาท จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 30 วัน คิดเป็นเงิน 55,000 บาท โจทก์ได้ทวงถามแล้ว จำเลยไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าเสียหายเป็นเงิน 1,320,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง และจ่ายค่าชดเชย 55,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 30ตุลาคม 2544 จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยให้การว่า จำเลยและโจทก์ทำสัญญาจ้างงานมีกำหนด 3 ปี แต่คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะเลิกสัญญาได้ต้องแจ้งให้อีกฝ่ายทราบล่วงหน้า 2 เดือน ทำให้สัญญาจ้างกลายเป็นสัญญาที่ไม่มีกำหนดเวลาการจ้าง จำเลยได้บอกกล่าวเลิกจ้างโจทก์เป็นหนังสือโดยอาศัยสัญญาจ้างข้อ 3 ได้แจ้งให้โจทก์ทราบล่วงหน้า 2 เดือนแล้ว ทั้งนี้โจทก์ได้กระทำผิดข้อบังคับการทำงานขั้นร้ายแรง ไม่เชื่อฟังผู้บังคับบัญชา โจทก์มีทัศนคติไม่ดีต่อโรงแรมของจำเลย จงใจทำให้โรงแรมได้รับความเสียหายในชื่อเสียง จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่ต้องใช้ค่าเสียหาย โจทก์ไม่ได้รับความเสียหาย ขอให้ยกฟ้องศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าชดเชย 55,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2544 เป็นต้นไป และใช้ค่าเสียหายฐานเลิกจ้างไม่เป็นธรรม 220,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ฟ้อง จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เดิมโจทก์ทำงานที่โรงแรมรอยัลออร์คิดเชอราตันที่กรุงเทพมหานคร ต่อมาโจทก์ไปทำงานที่โรงแรมถาวรบีชวิลเลจที่จังหวัดภูเก็ตของจำเลย โจทก์จำเลยทำสัญญาจ้างกันตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย ล.3 ให้โจทก์ทำงานตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2543 ในตำแหน่งผู้จัดการแผนกอาหารและเครื่องดื่ม โรงแรมจำเลยมีระเบียบข้อบังคับการปฏิบัติงานตามเอกสารหมาย ล.5 วันที่ 30 สิงหาคม 2544 จำเลยมีหนังสือยกเลิกสัญญาจ้างระหว่างโจทก์จำเลย โดยให้โจทก์ทำงานถึงวันที่ 29 ตุลาคม 2544 โดยมิได้อ้างเหตุผลแห่งการเลิกจ้าง แล้ววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าโจทก์กระทำผิดระเบียบข้อบังคับการปฏิบัติงาน จำเลยเลิกจ้างโดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิด จำเลยอุทธรณ์ประเด็นแรกว่า โจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอย่างร้ายแรง จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย เห็นว่าอุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้เป็นการอุทธรณ์ขอให้ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานของจำเลยซึ่งศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าไม่น่าเชื่อถือ อุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานในคดีของศาลแรงงานเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้จำเลยอุทธรณ์ต่อไปว่า จำเลยสามารถเลิกจ้างโจทก์ได้ตามหนังสือสัญญาเอกสารหมาย ล.3 โดยไม่ต้องมีเหตุแห่งการเลิกจ้างการเลิกจ้างโจทก์ของจำเลยจึงมิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมนั้น เห็นว่า แม้ตามหนังสือสัญญาเอกสารหมาย ล.3 จะกำหนดไว้ในข้อ 3 ว่าสัญญาดังกล่าวมีกำหนดระยะเวลา 3 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2543 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2546 แต่ยังมีข้อความระบุต่อไปอีกว่าทั้งสองฝ่ายจะเจรจาเกี่ยวกับการต่อสัญญา 2 เดือน ก่อนสัญญาฉบับนี้สิ้นสุดลง หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดประสงค์ที่จะยกเลิกสัญญาฉบับนี้ต้องแจ้งให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบล่วงหน้า 2 เดือนข้อความในส่วนหลังนี้ทำให้สัญญาระหว่างโจทก์จำเลยเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดเวลาการจ้างดังที่จำเลยอุทธรณ์ก็ตาม แต่การใช้สิทธิเลิกจ้างโจทก์ของจำเลยตามหนังสือสัญญาเอกสารหมาย ล.3 ต้องมีเหตุอันสมควรจึงจะเป็นการเลิกจ้างที่เป็นธรรมข้อเท็จจริงปรากฏตามคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์ผลักดันให้จำเลยจ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้างจำเลย ซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาโจทก์ให้ตรงกำหนดและจ่ายค่าบริการที่จำเลยเก็บจากลูกค้าให้ลูกจ้าง สาเหตุที่โจทก์กระทำการดังกล่าวเกิดจากจำเลยจ่ายค่าจ้างล่าช้าและงดจ่ายค่าบริการทำให้ลูกจ้างลาออกบ่อยครั้งต้องรับลูกจ้างใหม่ซึ่งไม่มีประสบการณ์ในการทำงานเข้ามาเป็นประจำทำให้มาตรฐานการบริการลูกค้าไม่ดีเท่าที่ควรข้อเท็จจริงดังกล่าวเห็นได้ว่าโจทก์กระทำเพื่อให้มาตรฐานการบริการลูกค้าของจำเลยดีขึ้นซึ่งเป็นประโยชน์แก่จำเลยเอง เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงมาว่าโจทก์ไม่ได้กระทำผิด จึงไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไปว่าการเลิกจ้างต้องมีเหตุผลแห่งการเลิกจ้างตามระเบียบข้อบังคับการปฏิบัติงานของจำเลยเอกสารหมายล.5 หรือไม่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุที่กล่าวมาข้างต้นจึงเป็นการเลิกจ้างโดยไม่มีเหตุอันสมควร เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์จำเลยประเด็นนี้ฟังไม่ขึ้น"พิพากษายืน
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - นาย ดิเรกรัตน์ หงสกุล
จำเลย - บริษัท เจริญชนะ (1986) จำกัด ฯ - กฎหมายที่อ้าง
- พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 — ม. 49
- องค์คณะ
- วิชัย วิวิตเสวี
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
หัสดี ไกรทองสุก
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา