ฎีกา ปี พ.ศ. 2533 อาญา
ฎีกาที่ 3863/2533
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
องค์ประกอบความผิดในมาตรา 276 วรรคสอง ส่วนที่เป็นความผิดฐานกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง จะต้องมีการร่วมกันกระทำผิดประการหนึ่งและการกระทำที่ร่วมกันนั้นเข้าลักษณะอันเป็นการโทรมหญิงอีกประการหนึ่ง โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกับพวกได้ร่วมกันและผลัดกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย คำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวบรรยายมาให้เห็นเฉพาะส่วนที่ได้มีการร่วมกันกระทำผิดอย่างไรเท่านั้น ไม่มีข้อบรรยายที่เป็นการยืนยันให้เห็นเป็นการชัดแจ้งถึงองค์ประกอบในส่วนที่สอง เพียงข้อความตามฟ้องที่ว่าผลัดกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายมิใช่ข้อที่จะแสดงให้เห็นเป็นการแน่ชัดได้ว่ามีลักษณะเป็นการโทรมหญิง จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการบรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยกระทำผิดโดยครบถ้วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) กำหนดไว้จึงไม่เป็นคำฟ้องที่จะลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสองได้
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกอีก ๑ คน ได้ร่วมกันข่มขืนกระทำชำเรานางสาวบุญทิวาผู้เสียหายซึ่งมิใช่ภริยาของจำเลยโดยใช้กำลังประทุษร้าย เป็นเหตุให้ผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ แล้วจำเลยกับพวกได้ผลัดกันกระทำการข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่คนละ ๑ ครั้ง และจำเลยกับพวกกระทำความผิดดังกล่าวต่อหน้าธารกำนัล ขอให้ลงโทษตาม ประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๗๖, ๘๓
จำเลยให้การรับสารภาพ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๗๖ วรรคแรก, ๘๓ ให้จำคุกจำเลย ๔ ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๒ ปี จำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน และชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ฝ่ายผู้เสียหายแล้วผู้เสียหายก็ไม่ติดใจเอาความกับจำเลย สมควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี และกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมประพฤติจำเลย
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาวินิจฉัยมีว่า คำบรรยายฟ้องของโจทก์นั้นครบองค์ประกอบความผิดตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๗๖ วรรคสองส่วนที่เป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงหรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกับพวกได้ร่วมกันและผลัดกันกระทำการข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่คนละครั้ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๖ วรรคสองบัญญัติสำหรับการกระทำที่เป็นความผิดส่วนนี้ว่า "ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคแรกได้กระทำโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง..." จะเห็นได้ว่าองค์ประกอบความผิดในมาตรา ๒๗๖วรรคสอง ส่วนนี้จะต้องมีการร่วมกันกระทำผิดประการหนึ่ง และการกระทำที่ร่วมกันนั้นเข้าลักษณะอันเป็นการโทรมหญิงอีกประการหนึ่งคำฟ้องของโจทก์บรรยายมาให้เห็นเฉพาะส่วนที่ได้มีการร่วมกันกระทำผิดอย่างไรเท่านั้นไม่มีข้อบรรยายที่เป็นการยืนยันให้เห็นเป็นการชัดแจ้งถึงองค์ประกอบในส่วนที่สอง คำฟ้องของโจทก์เช่นนี้จึงไม่อาจจะถือได้ว่าเป็นการบรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดโดยครบถ้วนตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๘(๕) กำหนดไว้จึงไม่เป็นคำฟ้องที่จะลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๖วรรคสอง ได้ เพียงข้อความที่ว่าผลัดกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายตามที่โจทก์บรรยายมานั้น มิใช่ข้อที่จะแสดงให้เห็นเป็นการแน่ชัดได้ว่ามีลักษณะเป็นการโทรมหญิงตามที่กฎหมายบัญญัติ
พิพากษายืน
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย - นายพรนิมิตร ต่ายเนาว์คง - กฎหมายที่อ้าง
- ประมวลกฎหมายอาญา — ม. 276 วรรคสอง
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา — ม. 158 (5) - องค์คณะ
- อุดม เฟื่องฟุ้ง
พัลลภ พิสิษฐ์สังฆการ
อากาศ บำรุงชีพ - ศาลชั้นต้น/อุทธรณ์
- ศาลจังหวัดเชียงใหม่ - นายชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
ศาลอุทธรณ์ - นายตัน เวทไว
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา