ฎีกา ปี พ.ศ. 2544 แพ่ง
ฎีกาที่ 387/2544
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
จำเลยรับว่าได้รับประกันชีวิตให้แก่ผู้ขอเอาประกันภัยในนาม "ส."แล้วแต่กล่าวอ้างว่าผู้ขอเอาประกันภัยตามคำขอเอกสารหมาย จ.15 และจ.16 ไม่ใช่ ส. ลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวมิใช่ลายมือชื่อของ ส.ภาระการพิสูจน์ประเด็นนี้จึงตกแก่จำเลย เมื่อปรากฏว่าพยานจำเลยมีเพียงพนักงานของจำเลยเบิกความว่าจำเลยปฏิเสธคำขอเอาประกันภัยของ ส. ไปแล้ว ลายมือชื่อในคำขอเอาประกันภัยมิใช่ลายมือชื่อของ ส.โดยได้ให้ผู้เชี่ยวชาญทำการตรวจสอบแล้ว แต่จำเลยมิได้นำผู้เชี่ยวชาญมาเบิกความยืนยันความเห็นดังกล่าวต่อศาล ความเห็นเกี่ยวกับลายมือชื่อจึงมีเพียงคำเบิกความลอย ๆ ศาลฎีกาตรวจพิเคราะห์ลายมือชื่อในคำขอเอาประกันภัยเปรียบเทียบกับลายมือชื่อของ ส. ในเอกสารอื่นหลายฉบับแล้ว ปรากฏว่าแม้แต่ลายมือชื่อที่แท้จริงของ ส. ในเอกสารแต่ละฉบับดังกล่าวยังไม่เหมือนกันเสียทีเดียว เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงยากที่จะชี้ชัดลงไปได้ว่ามิใช่ลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกันหรือไม่ เพราะต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้เฉพาะด้านทำการตรวจพิสูจน์ แต่จำเลยก็หาได้นำผู้เชี่ยวชาญที่อ้างมานำสืบต่อศาลไม่ ส่วนข้อเท็จจริงอื่นที่อ้างว่าเป็นพิรุธ เช่น โจทก์จดทะเบียนสมรสกับ ส. ได้เพียงสองวันก่อนการขอเอาประกันชีวิตหรือฐานะของโจทก์และ ส. เป็นต้น ก็ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอให้รับฟังว่าส. มิได้เป็นผู้เอาประกันชีวิตต่อจำเลย
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้เงินจำนวน 2,150,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 2,000,000 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้เงินจำนวน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2536 จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (วันที่ 30 พฤศจิกายน 2537)ไม่เกินจำนวน 150,000 บาท ตามที่โจทก์ขอจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า นางสมศรี ทองอุฬาร ซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ได้ยื่นคำขอเอาประกันชีวิตต่อจำเลยจำนวนเงินเอาประกันภัย 120,000 บาท ผ่านนายมงคล สุวิชชากุลตัวแทนของจำเลยซึ่งเป็นน้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับโจทก์แพทย์หญิงวนิดา นาจรุง ซึ่งจำเลยแต่งตั้งให้เป็นแพทย์ตรวจสุขภาพของผู้ขอเอาประกันชีวิต ได้ตรวจสุขภาพของนางสมศรีเมื่อวันที่ 27มิถุนายน 2536 ตามคำขอเอาประกันชีวิต แผ่นที่ 3 ผลการตรวจได้พบโลหิตในปัสสาวะของนางสมศรี ครั้นวันที่ 11 สิงหาคม ปีเดียวกันมีผู้ใช้นามว่า "สมศรี ทองอุฬาร" ยื่นคำขอเอาประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ต่อจำเลย จำนวนเงินเอาประกันภัย 500,000 บาท หากผู้เอาประกันถึงแก่ความตายโดยอุบัติเหตุผู้รับประโยชน์จะได้เงินเอาประกันภัยเพิ่มอีกจำนวน 500,000 บาท รวมจำนวน 1,000,000 บาท ตามคำขอเอาประกันชีวิตและต่อมาวันที่ 15 กันยายน ปีเดียวกัน บุคคลผู้ใช้นามดังกล่าวได้ขอเอาประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคลจำนวนเงินเอาประกันภัย 1,000,000 บาทต่อจำเลยอีกฉบับหนึ่ง ตามคำขอเอาประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล แผ่นที่ 1การขอเอาประกันภัยทั้งสองครั้งหลังระบุให้โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว ครั้นวันที่ 15 กันยายน 2536 และวันที่ 13 ตุลาคม 2536จำเลยได้ออกกรมธรรม์ประกันภัยทั้งแบบประกันภัยสะสมทรัพย์และแบบประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคลเลขที่ ที 066403748 และเลขที่ พี 11-512071-0ให้แก่ผู้ขอเอาประกันภัยในนาม "นางสมศรี ทองอุฬาร"ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า นางสมศรี ทองอุฬารเป็นผู้เอาประกันชีวิตทั้งแบบสะสมทรัพย์และแบบอุบัติเหตุส่วนบุคคลตามใบคำขอเอาประกันชีวิตและคำขอของประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคลเอกสารแผ่นที่ 1 หรือไม่ ปัญหานี้พยานโจทก์มีตัวโจทก์เบิกความว่า ลายมือชื่อที่ปรากฏในคำขอเอาประกันชีวิตและคำขอเอาประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคลแผ่นที่ 1 เป็นลายมือชื่อของนางสมศรีซึ่งได้ยื่นคำขอผ่านทางนายมงคลตัวแทนของจำเลย โดยนางสมศรีเริ่มยื่นคำขอและได้มีการตรวจสุขภาพเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2536 ซึ่งต่อมาจำเลยก็ได้มีหนังสือลงวันที่ 3 กันยายน2536 แจ้งให้นางสมศรีทราบว่า จำเลยจะพิจารณาออกกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่นางสมศรี หากนางสมศรีแสดงเจตนาตอบรับข้อเสนอของจำเลย จากนั้นจำเลยก็ได้ออกกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่นางสมศรี พยานโจทก์อีกปากหนึ่งคือแพทย์หญิงวนิดาเบิกความว่า จากการตรวจร่างกายของนางสมศรีเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2536 พบโลหิตในปัสสาวะ จำเลยจึงต้องการให้ตรวจสุขภาพของนางสมศรีอีกครั้งหนึ่งแต่แพทย์หญิงวนิดาจำไม่ได้ว่าได้ทำการตรวจนางสมศรีอีกหรือไม่ และเข้าใจว่าต่อมาคงไม่มีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพของนางสมศรีจำเลยจึงได้ออกกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่นางสมศรี สำหรับพยานจำเลยซึ่งนำสืบรับว่าจำเลยได้รับประกันชีวิตให้แก่ผู้ขอเอาประกันภัยในนาม"สมศรี ทองอุฬาร" แล้ว แต่กล่าวอ้างว่าผู้ขอเอาประกันภัยตามคำขอแผ่นที่ 1มิใช่นางสมศรี ทองอุฬาร ลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวมิใช่ลายมือชื่อของนางสมศรีเนื่องจากแตกต่างกับลายมือชื่อที่แท้จริงของนางสมศรีที่ปรากฏในแบบฟอร์มการตรวจสุขภาพที่แพทย์หญิงวนิดาเป็นผู้ทำการตรวจสุขภาพของนางสมศรีเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2536 ภาระการพิสูจน์ในประเด็นนี้จึงตกแก่จำเลย ปรากฏว่าพยานจำเลยคงมีเพียงนายมานิตย์ จุลสุคนธ์และนายจักษพล เสาว์เฉลิม พนักงานของจำเลยทั้งสองคนเบิกความในทำนองเดียวกันว่า จำเลยได้ปฏิเสธคำขอเอาประกันเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน2536 ของนางสมศรีไปแล้ว ลายมือชื่อ "สมศรี ทองอุฬาร" ในคำขอเอาประกันภัยฉบับลงวันที่ 11 สิงหาคม 2536 มิใช่ลายมือชื่อของนางสมศรีโดยเปรียบเทียบกับลายมือชื่อที่แท้จริงของนางสมศรีในคำขอเอาประกันชีวิตแผ่นที่ 3 คำขอมีบัตรประจำตัวประชาชน เอกสารให้ความยินยอมแก่แพทย์โรงพยาบาลเปาโลในการตรวจวินิจฉัยโรคและทะเบียนการสมรสโดยได้ให้ผู้เชี่ยวชาญทำการตรวจสอบแล้ว แต่จำเลยมิได้นำผู้เชี่ยวชาญมาเบิกความยืนยันความเห็นดังกล่าวต่อศาล ความเห็นเกี่ยวกับลายมือชื่อของนางสมศรีดังกล่าว จึงมีเพียงคำเบิกความลอย ๆ ของพยานจำเลยทั้งสองดังกล่าวเท่านั้น ศาลฎีกาตรวจพิเคราะห์ลายมือชื่อ "สมศรี ทองอุฬาร" ในเอกสารหมายจ.15 และ จ.16 แผ่นที่ 1 เปรียบเทียบกับลายมือชื่อของนางสมศรีในเอกสารหมาย จ.16 แผ่นที่ 3 และ ล.1 ถึง ล.3 แล้ว ปรากฏว่าแม้แต่ลายมือชื่อที่แท้จริงของนางสมศรีในเอกสารแต่ละฉบับดังกล่าวยังไม่เหมือนกันเสียทีเดียว ตัวอักษรบางตัวอาจเขียนคล้ายคลึงกันแต่บางตัวกลับไม่เหมือนกัน เช่น คำว่า "สมศรี"ในเอกสารหมาย ล.2 ล.3 และ จ.16 แผ่นที่ 1 จะคล้ายคลึงกัน แต่คำว่า"สมศรี" ในเอกสารหมาย ล.2 และ ล.3 ดังกล่าวจะแตกต่างกับคำว่า "สมศรี"ในเอกสารหมาย ล.1 ทำนองเดียวกันกับที่ปรากฏในเอกสารหมาย จ.15 และ จ.16 แผ่นที่ 1 เมื่อเป็นเช่นนี้จึงยากที่จะชี้ชัดลงไปได้ว่ามิใช่ลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกันหรือไม่ เพราะต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญที่มีความรอบรู้และชำนาญเฉพาะด้านทำการตรวจพิสูจน์ แต่จำเลยก็หาได้นำผู้เชี่ยวชาญที่จำเลยอ้างว่าได้ทำการตรวจพิสูจน์แล้วมานำสืบต่อศาลไม่ ส่วนข้อเท็จจริงอื่นที่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่าพยานหลักฐานของโจทก์เป็นพิรุธ เช่น โจทก์จดทะเบียนสมรสกับนางสมศรีได้เพียง 2 วัน ก็มีการขอเอาประกันชีวิตแก่นางสมศรี ฐานะของโจทก์และนางสมศรีซึ่งไม่น่าจะมีการขอเอาประกันชีวิตโดยต้องชำระค่าเบี้ยประกันชีวิตจำนวนสูงถึง 45,453 บาทตามใบรับเงินเบี้ยประกันภัยงวดแรก เอกสารหมาย จ.14 หรือ จ.5ตลอดทั้งการปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างนายมงคลกับโจทก์ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ก็ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอให้รับฟังว่านางสมศรีมิได้เป็นผู้เอาประกันชีวิตต่อจำเลย พยานหลักฐานของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักรับฟังได้ดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ จำเลยจึงต้องรับผิดตามคำฟ้อง ศาลล่างทั้งสองพิพากษาคดีชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"พิพากษายืน
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - นายบรรหาร ทองอุฬาร
จำเลย - บริษัทอเมริกันอินเตอร์แนชชั่นแนลแอสชัวรันส์ จำกัด - กฎหมายที่อ้าง
- ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง — ม. 84, ม. 104
- องค์คณะ
- สมชาย จุลนิติ์
ระพินทร บรรจงศิลป
ชวลิต ตุลยสิงห์
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา