ฎีกา ปี พ.ศ. 2533 อาญา
ฎีกาที่ 3917/2533
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
การก่อสร้างอาคารที่ผิดไปจากแผนผังบริเวณ แบบแปลนและรายการประกอบแบบแปลนตามที่ได้รับอนุญาตเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 31 อยู่ในตัว เมื่อจำเลยก่อสร้างอาคารผิดแบบแปลนและแผนผังบริเวณตามที่จำเลยได้รับอนุญาตถือได้ว่าจำเลยมีความผิดตามมาตรา 31 และมีโทษตามมาตรา 65 กรณีเจ้าพนักงานท้องถิ่นใช้อำนาจสั่งให้เจ้าของอาคารดำเนินการแก้ไขอาคารให้ถูกต้องภายในระยะเวลาที่กำหนดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคารฯ มาตรา 43 หากเจ้าของอาคารไม่แก้ไขเปลี่ยนแปลงตามคำสั่งมาตรา 43 วรรคสาม บัญญัติถึงมาตรการที่จะดำเนินการต่อไป โดยให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจสั่งรื้อถอนอาคารดังกล่าวในส่วนที่เห็นสมควร และให้นำมาตรา 42 วรรคสองวรรคสาม วรรคสี่ วรรคห้า มาใช้บังคับโดยอนุโลม การฝ่าฝืนคำสั่งตามมาตรา 43 หามีบทบัญญัติลงโทษเจ้าของอาคารผู้ฝ่าฝืนไม่ จำเลยเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างและอาคารที่ก่อสร้างเป็นอาคารเพื่อพาณิชยกรรม การกำหนดโทษปรับตามมาตรา 70จึงต้องคำนวณจากฐาน 1,000 บาท ตามมาตรา 69 หาใช่คำนวณจากฐาน 500 บาท ตามมาตรา 65 วรรคสอง ไม่ การที่จำเลยก่อสร้างอาคารผิดไปจากแบบแปลนที่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นเป็นความผิดกรรมหนึ่ง เมื่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นมีคำสั่งให้ระงับการก่อสร้างจำเลยฝ่าฝืนโดยยังคงทำการก่อสร้างต่อไปเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่ง และในส่วนที่ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องตามกฎกระทรวงที่ออกตาม มาตรา 8 หรือข้อบัญญัติท้องถิ่นที่ออกตามมาตรา 9 หรือมาตรา 10 เจ้าพนักงานท้องถิ่นจะต้องมีคำสั่งให้จำเลยรื้อถอนอาคารนั้นอีกครั้งหนึ่งตามมาตรา 40 วรรคสองและมาตรา 42 วรรคหนึ่ง และหากจำเลยฝ่าฝืนคำสั่งให้รื้อถอนก็เป็นความผิดอีกกรรมหนึ่งต่างหาก การกระทำของจำเลยเป็นความผิด 3 กระทงต่างกรรมกัน
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคารพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 31, 40, 42, 43, 67, 69, 70, 71ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2526 มาตรา 4จำเลยให้การรับสารภาพศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาหาร พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 31, 40, 43, 65, 67, 70, 71ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ที่แก้ไขแล้ว ให้ลงโทษฐานก่อสร้างโดยผิดแบบแปลนกระทงหนึ่ง จำคุก 6 เดือนและปรับ 100,000 บาทฐานฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งให้ระงับการก่อสร้างอีกกระทงหนึ่งให้ปรับวันละ 10,000 บาท รวม 97 วัน เป็นเงิน 970,000บาท ฐานฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งให้แก้ไขกระทงหนึ่งจำคุก6 เดือนและปรับ 50,000 บาท ฐานฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งให้รื้อถอนกระทงหนึ่ง จำคุก 6 เดือน และปรับ 50,000 บาท และให้ปรับอีก 97 วัน วันละ 10,000 บาท เป็นเงิน 970,000 บาทรวมทุกกระทงแล้วจำคุก 18 เดือน และปรับ 2,140,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุก 9เดือน และปรับ 1,070,000 บาท โทษจำคุก ให้รอการลงโทษไว้ 2 ปีไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30มีกำหนด 2 ปีจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งให้รื้อถอนให้ปรับวันละ 10,000 บาท เป็นเวลา 66 วัน เป็นเงิน660,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78คงปรับ 330,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาไม่รับเฉพาะข้อ 4(ข) ซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริงศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยฎีกาข้อที่ 3 ว่า แม้จำเลยได้ทำการก่อสร้างผิดแบบแปลน แผนผัง แต่ก็มิได้ฝ่าฝืนหรือขัดต่อข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง ควบคุมการก่อสร้างอาคาร พ.ศ. 2522 เพราะไม่มีข้อบัญญัติข้อใดในข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครดังกล่าวบังคับว่า การก่อสร้างอาคารตามแบบที่จำเลยขออนุญาตก่อสร้างต้องมีเสาไม่น้อยกว่า10 ต้น และเว้นที่ว่างเป็นทางเดินหลังอาคารได้ถึงกันปราศจากสิ่งปกคลุมกว้าง 3 เมตร จำเลยจึงไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 31 พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ในเรื่องการควบคุมการก่อสร้างอาคารนั้น พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522มาตรา 31 บัญญัติว่า "ห้ามผู้ใดจัดให้มีการก่อสร้าง อาคารให้ผิดไปจากแผนผังบริเวณ แบบแปลน และรายการประกอบแบบแปลนที่ได้รับอนุญาตตลอดจนวิธีการหรือเงื่อนไขที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นกำหนดไว้ ฯลฯ"ผู้ฝ่าฝืนจะต้องระวางโทษตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 65 ซึ่งมีความหมายว่า การก่อสร้างอาคารที่ผิดไปจากแผนผังบริเวณ แบบแปลน และรายการประกอบแบบแปลนตามที่ได้รับอนุญาติเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 31 อยู่ในตัวดังนั้นเมื่อปรากฎว่า จำเลยได้ทำการก่อสร้างอาคารผิดแบบแปลนและแผนผังบริเวณตามที่จำเลยได้รับอนุญาตก็ถือได้ว่าจำเลยมีความผิดตามมาตรา31 และมีโทษตามมาตรา 65 แล้วฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นจำเลยฎีกาข้อที่ 4 ว่า ข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่สั่งให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงอาคารตามโจทก์ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522มาตรา 43 นั้นไม่มีกฎหมายบัญญัติลงโทษไว้ โดยมาตรา 43 วรรคสามได้กำหนดมาตราการสำหรับกรณีไว้เป็นพิเศษแล้ว ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยในข้อหานี้เป็นการไม่ชอบ ข้อนี้เห็นว่า กรณีที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นใช้อำนาจสั่งให้เจ้าของอาคารดำเนินการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอาคารให้ถูกต้องภายในระยะเวลาที่กำหนดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 43 นั้น หากเจ้าของอาคารไม่แก้ไขเปลี่ยนแปลงอาคารตามคำสั่ง มาตรา 43 วรรคสาม ได้บัญญัติถึงมาตราดำเนินการต่อไป โดยให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจสั่งให้รื้อถอนอาคารดังกล่าวในส่วนที่เห็นสมควร และให้นำมาตรา 42 วรรคสอง วรรคสาม วรรคสี่และวรรคห้า มาใช้บังคับโดยอนุโลม และการฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามมาตรา 43 นี้ ก็หามีบทบัญญัติลงโทษเจ้าของอาคารผู้ฝ่าฝืนไม่ จึงไม่อาจลงโทษจำเลยในข้อหานี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยมานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นจำเลยฎีกาข้อที่ 5 ว่า ในข้อหาฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งให้รื้อถอนอาคารตามพระราชบัญญัติควบคุมอาหาร พ.ศ. 2522 มาตรา 42วรรคสอง, 65 ประกอบด้วยมาตรา 69 และมาตรา 70 นั้น จะต้องปรับจำเลยเป็นรายวันวันละ 6,000 บาท มิใช่วันละ 10,000 บาท ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ข้อนี้เห็นว่า ความผิดฐานฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งให้รื้อถอนอาคารตามมาตรา 42 วรรคสอง ในกรณีที่จะต้องลงโทษปรับเป็นรายวันตามมาตรา 65 วรรคสอง วันละ 500 บาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง ถ้าจำเลยเป็นผู้ดำเนินการ มาตรา69 ให้ระวางโทษเป็นสองเท่าของโทษที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้นคือจะต้องลงโทษปรับจำเลยวันละ 1,000 บาท และถ้าอาคารที่จำเลยก่อสร้างเป็นอาคารเพื่อพาณิชยกรรม ก็เป็นกรณีต้องตามมาตรา 70 ซึ่งบัญญัติให้ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับเป็นสิบเท่าของโทษที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้น ๆ หรือทั้งจำทั้งปรับคดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ตามฟ้องโจทก์ว่า จำเลยเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง และอาคารที่ก่อสร้างเป็นอาคารเพื่อพาณิชยกรรมการกำหนดโทษปรับตามมาตรา 70นี้จึงต้องคำนวณจากฐาน 1,000 บาท ตามมาตรา 69 หาใช่คำนวณนี้จึงต้องคำนวณจากฐาน 1,000 บาท ตามมาตรา 69 หาใช่คำนวณจากฐาน500 บาท ตามมาตรา 65 วรรคสอง ตามที่จำเลยฎีกาไม่ ปัญหานี้ศาลฎีกาได้วินิจฉัยเป็นบรรทัดฐานไว้แล้วในคำพิพากษาฎีกาที่ 3134/2528 ระหว่างพนักงานอัยการ กรมอัยการโจทก์ นายสุธรรมวงศ์ประเสริฐศรี จำเลย ศาลอุทธรณ์พิพากษาปรับจำเลยข้อหานี้วันละ 10,000 บาทชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นจำเลยฎีกาข้อสุดท้ายว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท โดยจำเลยมีเจตนาก่อสร้างอาคารที่ผิดแผนผังแบบแปลน และให้อาคารนั้นยังคงอยู่ต่อไป ทั้งจำเลยได้รับคำสั่งให้ระงับการก่อสร้าง คำสั่งให้แก้ไขคำสั่งให้รื้อถอนในวันเดียวกันและฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งวันเดียวกัน เห็นว่า การกระทำความผิดของจำเลยสามารถแยกจากการกระทำและเจตนาออกจากกันได้ในแต่ละฐานความผิด กล่าวคือ เมื่อจำเลยก่อสร้างอาคารผิดไปจากแผนผังบริเวณแบบแปลนที่ได้รับอนุญาตก็เป็นความผิดกรรมหนึ่ง ต่อมาเมื่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นมีคำสั่งให้จำเลยระงับการก่อสร้าง แล้วจำเลยฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งโดยทำการก่อสร้างต่อไป ย่อมเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่ง และในส่วนที่ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องตามกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา 8 หรือข้อบัญญัติท้องถิ่นที่ออกตามมาตรา 9หรือมาตรา 10 เจ้าพนักงานท้องถิ่นจะต้องมีคำสั่งให้จำเลยรื้อถอนอาคารนั้นอีกครั้งหนึ่งตามมาตรา 40 วรรคสอง และมาตรา 42 วรรคหนึ่งและหากจำเลยฝ่าฝืนคำสั่งไม่รื้อถอนก็เป็นความผิดอีกกรรมหนึ่งต่างหากการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิด 3 กระทงต่างกรรมกัน หาใช้เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทไม่"พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ลงโทษจำเลยสำหรับการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงอาคาร เมื่อรวมโทษ 3 กระทงแล้วจำคุกจำเลย 6 เดือน และปรับเป็นเงินทั้งหมด 890,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - พนักงานอัยการ กรมอัยการ
จำเลย - นาย ชัยณรงค์ คงพิทยาพันธ์ุ หรือ คงทิพยาพันธ์ุ หรือ
จำเลย - คง ทิพย์ พัน ธ์ุ - กฎหมายที่อ้าง
- ประมวลกฎหมายอาญา — ม. 91
พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 — ม. 31, ม. 40, ม. 42, ม. 43, ม. 65, ม. 69, ม. 70 - องค์คณะ
- กู้เกียรติ สุนทรบุระ
สุรัตน์ ศรีอนุพันธุ์
สุวรรณ ตระการพันธุ์
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา