ฎีกา ปี พ.ศ. 2539 อาญา
ฎีกาที่ 3931/2539
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายทั้งสองและผู้ตายรวม4นัดนัดแรกยิงผู้เสียหายที่1เพราะผู้เสียหายที่1ต่อว่าจำเลยที่นำเอาอาวุธปืนออกมาขู่ครั้นผู้เสียหายที่2ส่งเสียงร้องหวีดเพราะตกใจที่เห็นจำเลยยิงผู้เสียหายที่1จำเลยก็ยิงผู้เสียหายที่2เป็นนัดที่2เมื่อผู้ตายยกมือไหว้และขอร้องจำเลยอย่ายิงจำเลยก็ยิงผู้ตายเป็นนัดที่3ก่อนไปจำเลยเห็นผู้เสียหายที่2ที่ถูกยิงยังไม่ตายจึงได้ยิงซ้ำอีก1นัดแสดงว่าการยิงปืนแต่ละนัดตามประสงค์และจุดมุ่งหมายของจำเลยได้แยกออกจากกันว่าการยิงนัดใดจำเลยยิงผู้เสียหายทั้งสองและผู้ตายคนใดเจตนาฆ่าผู้เสียหายทั้งสองและผู้ตายในขณะลงมือกระทำผิดจึงแยกออกจากกันได้การกระทำของจำเลยจึงมิใช่กรรมเดียวแต่เป็นการกระทำหลายกรรมต่างกัน
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดหลายกรรม กล่าวคือ จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและผู้เสียหายที่ 1 กับใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 2 โดยเจตนาฆ่าแต่ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ไม่ตายเพียงแต่ได้รับอันตรายสาหัส ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 80, 288, 91 และริบหัวกระสุนปืนของกลางจำเลยให้การปฎิเสธระหว่างพิจารณานายรัตน์ หนูเอียด บิดาของนายวิทยา หนูเอียด ผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ศาลชั้นต้นอนุญาตศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 และมาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 การกระทำความผิดของจำเลยเป็นการกระทำความผิดสามกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่นให้ลงโทษประหารชีวิตฐานพยายามฆ่าสองกระทงแต่ละกระทงให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต เมื่อลงโทษประหารชีวิตแล้วจึงไม่นำโทษจำคุกตลอดชีวิตมารวม คงให้ประหารชีวิตจำเลยสถานเดียว ริบหัวกระสุนปืนของกลางจำเลย อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ ภาค 3 พิพากษายืนจำเลย ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาสุดท้ายที่จำเลยฎีกามีว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรม จากพยานฝ่ายโจทก์จำเลยดังวินิจฉัยมาข้างต้นเห็นว่า จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายทั้งสองและผู้ตายรวม 4 นัด นัดแรกยิงผู้เสียหายที่ 1 เพราะผู้เสียหายที่ 1 ต่อว่าจำเลยที่นำเอาอาวุธปืนออกมาขู่ ครั้นผู้เสียหายที่ 2 ส่งเสียงร้องหวีดเพราะตกใจที่เห็นจำเลยยิงผู้เสียหายที่ 1 จำเลยก็ยิงผู้เสียหายที่ 2 เป็นนัดที่ 2 เมื่อผู้ตายยกมือไหว้และขอร้องจำเลยอย่างยิ่ง จำเลยก็ยิงผู้ตายเป็นนัดที่ 3 ก่อนไปจำเลยเห็นผู้เสียหายที่ 2 ที่ถูกยิงยังไม่ตายจึงได้ยิงซ้ำอีก 1 นัด แสดงว่า การยิงปืนแต่ละนัดตามประสงค์และจุดมุ่งหมายของจำเลยได้แยกออกจากกันว่าการยิงนัดใดจำเลยยิงผู้เสียหายทั้งสองและผู้ตายคนใดเจตนาฆ่าผู้เสียหายทั้งสองและผู้ตายในขณะลงมือกระทำผิดจึงแยกออกจากกันได้ การกระทำของจำเลยจึงมิใช่กรรมเดียว แต่เป็นการกระทำหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"พิพากษายืน
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง
โจทก์ - โจทก์ร่วม
โจทก์ - นาย รัตน์ หนูเอียด
จำเลย - จ่าสิบตำรวจ สุพจน์ เพ็งคล้าย - กฎหมายที่อ้าง
- ประมวลกฎหมายอาญา — ม. 91
- องค์คณะ
- สมาน เวทวินิจ
สมิทธิ์ วราอุบล
บรรเทิง มุลพรม
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา