ฎีกา ปี พ.ศ. 2544 อาญา

ฎีกาที่ 394/2544

คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)

สำเนารายงานการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นซึ่งทำปลอมขึ้นโดยระบุให้จำเลยผู้เดียวมีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราของบริษัทลงชื่อผูกพันบริษัทเป็นหลักฐานเพื่อระงับสิทธิของโจทก์ร่วม ในการร่วมลงลายมือชื่อผูกพันบริษัท จึงเป็นเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1(9) คำขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมจำนวนหรือชื่อกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัท เป็นเพียงเอกสารที่แจ้งความประสงค์ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการจดทะเบียนแก้ไขให้ตามรายการที่ขอและหนังสือมอบอำนาจเป็นเอกสารที่บุคคลหนึ่งระบุมอบหมายให้บุคคลอีกคนหนึ่งมีอำนาจทำกิจการใดแทนตนเท่านั้น เอกสารทั้งสองฉบับมิใช่หลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ จึงมิใช่เอกสารสิทธิ จำเลยยื่นเอกสารปลอม 3 ฉบับ ประกอบกันต่อพนักงานเจ้าหน้าที่โดยมีเจตนาเดียวเพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการจดทะเบียนแก้ไขจำนวนกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัท จึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปัญหาการปรับบทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยอื่น ซึ่งมิได้ฎีกาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบด้วยมาตรา 225

คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และนางสาวอนงค์ คงเผ่าพงษ์ ผู้เสียหายเป็นกรรมการของบริษัทเค.ที.บิสเน็ซ เซ็นเตอร์ ไลน์ จำกัด มีจำเลยที่ 1และผู้เสียหายลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราของบริษัทลงชื่อผูกพันบริษัทได้ จำเลยทั้งสองกับพวกอีก 3 คน ที่หลบหนีได้ร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรม กล่าวคือ เมื่อระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2536เวลากลางวัน ถึงวันที่ 2 มีนาคม 2536 เวลากลางวันวันเวลาใดไม่ปรากฏชัดจำเลยทั้งสองกับพวกได้ร่วมกันปลอมสำเนารายงานการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2536 ของบริษัทเค.ที. บิสเน็ซ เซ็นเตอร์ ไลน์ จำกัดซึ่งเป็นเอกสารสิทธิขึ้นทั้งฉบับว่า ที่ประชุมลงมติเป็นเอกฉันท์ กำหนดจำนวนหรือชื่อกรรมการซึ่งจะลงชื่อผูกพันบริษัทได้ คือ นายกิตติ สุภิมล(จำเลยที่ 1) ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัท ความจริงแล้วไม่มีการประชุมและไม่มีรายงานการประชุม ตามวันเวลาดังกล่าวจำเลยทั้งสองกับพวกได้ร่วมกันปลอมหนังสือมอบอำนาจฉบับลงวันที่ 26กุมภาพันธ์ 2536 ขึ้นทั้งฉบับว่า บริษัทเค.ที.บิสเน็ซ เซ็นเตอร์ ไลน์ จำกัดมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้มายื่นขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมจำนวนหรือชื่อกรรมการต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร และร่วมกันปลอมลายมือชื่อของผู้เสียหายลงในช่องผู้มอบอำนาจ ซึ่งเป็นความเท็จเพราะความจริงแล้วผู้เสียหายมิได้ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจ หนังสือมอบอำนาจปลอมดังกล่าวเป็นหลักฐานแห่งการก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยที่ 2 ยื่นขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติม และตามวันเวลาดังกล่าวจำเลยทั้งสองกับพวกได้ร่วมกันปลอมคำขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมจำนวนหรือชื่อกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัทลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2536 โดยปลอมลายมือชื่อของผู้เสียหาย ลงในช่องผู้ขอจดทะเบียนกรรมการผู้มีอำนาจผูกพันบริษัทซึ่งเป็นความเท็จเพราะความจริงแล้วผู้เสียหายมิได้ลงลายมือชื่อในคำขอจดทะเบียนดังกล่าวอันเป็นหลักฐานก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยที่ 2 ยื่นคำขอจดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงกรรมการ และเมื่อระหว่างวันที่ 2 มีนาคม 2536 เวลากลางวันถึงวันที่ 9 มีนาคม 2536 เวลากลางวัน วันใดไม่ปรากฏชัด จำเลยทั้งสองกับพวกได้ร่วมกันนำเอกสารปลอม คือ สำเนารายงานการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2536 หนังสือมอบอำนาจฉบับลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์2536 และคำขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมจำนวนหรือชื่อกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัท ลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2536 ไปใช้และอ้างแสดงต่อนางสาวอุษาน้าวานิช เจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนและออกหนังสือรับรองห้างหุ้นส่วนและบริษัท และต่อนายบรรจง ฤกษ์ปิยะทรัพย์ นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร กรมทะเบียนการค้า จนเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่รับจดทะเบียนและนายทะเบียนหลงเชื่อว่า เป็นเอกสารที่แท้จริงจึงได้จดทะเบียนแก้ไขอำนาจกรรมการเป็นให้จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อและประทับตราของบริษัทกระทำการแทนบริษัทได้เพียงคนเดียว การกระทำของจำเลยกับพวกในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย นางสาวอุษา น้าวานิช และนายบรรจง ฤกษ์ปิยะทรัพย์ พนักงานเจ้าหน้าที่กรมทะเบียนการค้าและประชาชนขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 264, 265, 268 และริบเอกสารปลอมของกลางจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธระหว่างพิจารณา นางสาวอนงค์ คงเผ่าพงษ์ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง ตามอัตราโทษในมาตรา 265(ที่ถูกมาตรา 83, 265, 268 วรรคหนึ่ง ให้ลงโทษตามมาตรา 268 วรรคหนึ่งประกอบด้วยมาตรา 265 ตามมาตรา 268 วรรคสอง) ลงโทษจำคุกคนละ2 ปี ริบเอกสารปลอมของกลางจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 (ที่ถูกมาตรา 83, 268 วรรคหนึ่งประกอบด้วยมาตรา 265) แต่เพียงกระทงเดียว จำคุกจำเลยที่ 1มีกำหนด 6 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 จำคุก 6 เดือน และปรับ 3,000 บาทโทษจำคุกสำหรับจำเลยที่ 2 ให้รอการลงโทษไว้ มีกำหนด 2 ปี หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าบริษัทเค.ที.บิสเน็ซ เซ็นเตอร์ ไลน์ จำกัด ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2535 โดยทุนจดทะเบียนกำหนดไว้เป็นเงินจำนวนหนึ่งล้านบาท กรรมการของบริษัทคือโจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 กรรมการสองคนลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราของบริษัทลงชื่อผูกพันบริษัทได้ ตามหนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร เอกสารหมาย จ.1 เมื่อเดือนมีนาคม 2536 จำเลยที่ 2 ดำเนินการขอจดทะเบียนแก้ไขจำนวนกรรมการซึ่งลงลายมือชื่อผูกพันบริษัทต่อสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร ให้จำเลยที่ 1 ผู้เดียวลงลายมือชื่อและประทับตราของบริษัทลงชื่อผูกพันบริษัทได้โดยมีเอกสารประกอบคือสำเนารายงานการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2536 ซึ่งที่ประชุมลงมติกำหนดอำนาจของกรรมการใหม่ให้จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อและประทับตราของบริษัทลงชื่อผูกพันบริษัทได้ตามเอกสารหมาย จ.5คำขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมจำนวนหรือชื่อกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัทที่มีลายมือชื่อของโจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขอจดทะเบียนตามเอกสารหมาย จ.7 และหนังสือมอบอำนาจซึ่งมีลายมือชื่อของโจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ยื่นขอจดทะเบียนตามเอกสารหมาย จ.8 นางสาวอุษา น้าวานิช เจ้าหน้าที่รับจดทะเบียนและออกหนังสือห้างหุ้นส่วนและบริษัทดำเนินการจดทะเบียนให้ตามคำขอ สำหรับข้อหาฐานปลอมเอกสารข้อเท็จจริงยุติตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยโดยคู่ความมิได้โต้แย้งในชั้นฎีกาว่า สำเนารายงานการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นเอกสารหมาย จ.5 คำขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมจำนวนหรือชื่อกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัทเอกสารหมาย จ.7 และหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.8 เป็นเอกสารปลอม แต่พยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบมาไม่พอรับฟังลงโทษจำเลยทั้งสองในข้อหาฐานปลอมเอกสาร ส่วนในข้อหาฐานใช้เอกสารปลอม ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้ว่า การที่จำเลยที่ 2 ดำเนินการขอจดทะเบียนแก้ไขจำนวนกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัทโดยรู้อยู่แล้วว่าสำเนารายงานการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นเอกสารหมาย จ.5 คำขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมจำนวนหรือชื่อกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัทเอกสารหมาย จ.7 และหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.8 ที่ใช้ประกอบการขอจดทะเบียนเป็นเอกสารปลอม จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม โจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 2 มิได้ฎีกา คดีสำหรับจำเลยที่ 2 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1ร่วมกับจำเลยที่ 2 ใช้เอกสารสิทธิปลอมตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยหรือไม่เห็นว่า จำเลยที่ 1 เบิกความเจือสมพยานโจทก์และโจทก์ร่วมว่า เมื่อโจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 ร่วมกันตั้งบริษัทและเปิดดำเนินกิจการ โดยการจัดการบริษัทโจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 ต้องลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราของบริษัทแล้วโจทก์ร่วมซึ่งมีความสัมพันธ์ฉันสามีภริยากับจำเลยที่ 1 ทราบว่าจำเลยที่ 1มีภริยาอยู่ก่อนแล้ว และจำเลยที่ 1 นำภริยามาทำงานในบริษัทด้วยเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 บาดหมางกันอย่างรุนแรงจนโจทก์ร่วมไม่มาทำงานที่บริษัทอีก และในที่สุดโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 1 ต้องไปลงบันทึกรายงานประจำวันที่สถานีตำรวจนครบาลลาดพร้าวเป็นหลักฐานว่าโจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 จะไม่เกี่ยวข้องกันอีก จำเลยที่ 1 เบิกความรับว่า หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ขอให้โจทก์ร่วมลงลายมือชื่อร่วมกับจำเลยที่ 1 เพื่อขอเปิดบัญชีธนาคารในนามของบริษัท โจทก์ร่วมก็ไม่ให้ความร่วมมือและการที่โจทก์ร่วมไม่มาทำงานในฐานะกรรมการของบริษัทจำเลยที่ 1 ก็เบิกความรับว่าทำให้บริษัทประสบปัญหา เช่น ไม่สามารถเบิกเงินได้ ไม่สามารถดำเนินการเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่มได้ จำเลยที่ 1 จึงปรึกษานายนพดล ไวยกูล พยานโจทก์และโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้ดำเนินการจดทะเบียนตั้งบริษัทและถือหุ้นในบริษัท1 หุ้น ให้นายนพดลดำเนินการขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงอำนาจกรรมการแต่นายนพดลดำเนินการให้ไม่ได้เพราะโจทก์ร่วมไม่ยินยอม จำเลยที่ 1ย่อมทราบดีก่อนที่จะมอบหมายให้บริษัทซี.พี.เอ. จำกัด ดำเนินการขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงอำนาจกรรมการแล้วว่า โจทก์ร่วมไม่ยินยอมพ้นจากตำแหน่งกรรมการผู้มีอำนาจลงชื่อผูกพันบริษัท ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในฐานะประธานที่ประชุมและลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องในสำเนารายงานการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2536ซึ่งระบุว่าที่ประชุมลงมติกำหนดอำนาจกรรมการใหม่ ให้จำเลยที่ 1ลงลายมือชื่อและประทับตราของบริษัทลงชื่อผูกพันบริษัทได้ตามเอกสารหมาย จ.5 โดยไม่มีการประชุมกันจริงและจำเลยที่ 1ลงลายมือชื่อในคำขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมจำนวนหรือชื่อกรรมการซึ่งผูกพันบริษัทตามเอกสารหมาย จ.7 กับหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.8 ว่า โจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 1 ร่วมกันลงลายมือชื่อมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ดำเนินการขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการ จึงเชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 รู้อยู่ว่าเอกสารทั้งสามฉบับดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า ขณะลงลายมือชื่อในเอกสารหมาย จ.7 และ จ.8 ยังไม่มีการกรอกข้อความก็ดี ก่อนลงลายมือชื่อในเอกสารหมาย จ.5 จำเลยที่ 1ทักท้วงแล้วว่าไม่ได้ประชุมกันจริง แต่นายนพรัตน์ คำภู ผู้จัดการบริษัทซี.พี.เอ. จำกัด บอกว่าเป็นเพียงเอกสารประกอบการจดทะเบียนนั้นไม่มีเหตุผลและน้ำหนักให้รับฟัง การที่จำเลยที่ 1 รู้อยู่ว่าเอกสารทั้งสามฉบับดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม จำเลยที่ 1 ยังมอบหมายให้จำเลยที่ 2นำไปแสดงต่อสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร จนพนักงานเจ้าหน้าที่หลงเชื่อและดำเนินการจดทะเบียนให้ จำเลยที่ 1ย่อมมีความผิดฐานร่วมกับจำเลยที่ 2 ใช้เอกสารปลอมด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองที่ใช้เอกสารปลอมทั้งสามฉบับดังกล่าวในข้อหาฐานปลอมเอกสารสิทธินั้น เห็นว่า เฉพาะสำเนารายงานการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2536 เอกสารหมาย จ.5 ซึ่งทำปลอมขึ้นให้จำเลยที่ 1ผู้เดียวมีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราของบริษัทลงชื่อผูกพันบริษัทเป็นหลักฐานเพื่อระงับสิทธิของโจทก์ร่วมในการร่วมลงลายมือชื่อผูกพันบริษัทจึงเป็นเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1(9)ส่วนคำขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมจำนวนหรือชื่อกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัทตามเอกสารหมาย จ.7 เป็นเพียงเอกสารที่แจ้งความประสงค์ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการจดทะเบียนแก้ไขให้ตามรายการที่ขอและหนังสือมอบอำนาจตามเอกสารหมาย จ.8 เป็นเอกสารที่บุคคลหนึ่งระบุมอบหมายให้บุคคลอีกคนหนึ่งมีอำนาจทำกิจการใดแทนตนเท่านั้นเอกสารหมาย จ.7 และ จ.8 มิใช่หลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอนสงวน หรือระงับซึ่งสิทธิจึงมิใช่เอกสารสิทธิ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมและใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 และมาตรา 264 วรรคหนึ่งจำเลยทั้งสองร่วมกันยื่นเอกสารปลอมทั้งสามฉบับดังกล่าวประกอบกันต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยมีเจตนาเดียวเพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการจดทะเบียนแก้ไขจำนวนกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัทจึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปัญหาการปรับบทลงโทษดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 2ซึ่งมิได้ฎีกาด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 213 ประกอบด้วยมาตรา 225อนึ่ง ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า พยานโจทก์และโจทก์ร่วมที่นำสืบมาไม่สามารถรับฟังลงโทษจำเลยทั้งสองในข้อหาฐานปลอมเอกสารอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้น แต่ศาลอุทธรณ์มิได้พิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งสองในข้อหาฐานปลอมเอกสาร ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 268 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยมาตรา 265, 264 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 268 วรรคหนึ่งประกอบด้วยมาตรา 265 ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน3,000 บาท อีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกสำหรับจำเลยที่ 1 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 1ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30ข้อหาฐานปลอมเอกสารสำหรับจำเลยทั้งสองให้ยก นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

คู่ความ
โจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ - โจทก์ร่วม
โจทก์ - นางสาว อนงค์ คงเผ่าพงษ์
จำเลย - นาย กิตติ สุภิมล กับพวก
กฎหมายที่อ้าง
ประมวลกฎหมายอาญา — ม. 1 (9), ม. 90, ม. 265
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา — ม. 213
องค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
ปรีดี รุ่งวิสัย

ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว

ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหาฎีกาอื่นข้อกฎหมายและมาตรา