ฎีกา ปี พ.ศ. 2533 แพ่ง

ฎีกาที่ 3946/2533

คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)

การที่จำเลยรับชำระหนี้เงินกู้ส่วนที่ค้างชำระภายหลังพ้นกำหนดเวลาไถ่ทรัพย์ที่ขายฝากแล้ว แสดงให้เห็นถึงเจตนาของโจทก์และจำเลยว่าต้องการจะผูกพันกันในเรื่องกู้ยืมเงินเท่านั้นสัญญาขายฝากจึงเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 114 วรรคสอง และจะต้องถือว่าสัญญาขายฝากเป็นหลักฐานที่จำเลยได้กู้ยืมเงินโจทก์และมอบที่ดินตามฟ้องให้โจทก์ยึดถือไว้เป็นประกันเท่านั้น

คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)

โจทก์ฟ้องขอบังคับให้จำเลยไปทำการจดทะเบียนไถ่ถอนการขายฝากที่ดินทั้ง 2 แปลง ตาม น.ส.3 ก. เลขที่ 1059 และเลขที่ 1076คืนแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ยอมจดทะเบียนให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลย ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องที่ดินของโจทก์จำเลยให้การว่า ให้โจทก์จำเลยต่างสมัครใจมุ่งผูกพันให้เกิดผลตามนิติกรรมขายฝากจึงไม่ใช่เป็นการนิติกรรมอำพรางการกู้เงินเมื่อโจทก์ไม่ได้ทำการไถ่ถอนการขายฝากในกำหนดที่ดินทั้งสองแปลงตกเป็นสิทธิของจำเลยศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยไปจดทะเบียนไถ่ถอนการขายฝากที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 1059 และ 1076 ตามฟ้องคืนแก่โจทก์หากจำเลยไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ยกฟ้องโจทก์โจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า สัญญาขายฝากเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้เงินหรือไม่ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่า โจทก์กู้เงินจำเลยเพียง40,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อ เดือน โดยจำเลยทำสัญญากู้ไว้ 2 ฉบับ ฉบับแรกจำนวนเงิน 15,000 บาท และยึดถือน.ส.3 ก. ของนายพุฒไว้เป็นประกันการชำระหนี้ ฉบับที่สองจำนวนเงิน25,000 บาท โดยจำเลยให้โจทก์จดทะเบียนขายฝากที่ดินตามฟ้องในราคา 40,000 บาท ตามสัญญาขายฝากเอกสารหมาย จ.3 มิได้กู้จากบิดาจำเลย และโจทก์ได้ชำระหนี้เงินกู้ให้แก่จำเลยแล้วเป็นเงินไม่น้อยกว่า 52,500 บาท โดยชำระหนี้ครั้งสุดท้ายเป็นเงิน 43,500 บาทในวันที่ 17 กรกฎาคม 2527 จำเลยจึงคืน น.ส. 3 ก. ของนายพุฒให้แก่โจทก์ การที่จำเลยรับชำระหนี้เงินกู้ส่วนที่ค้างชำระภายหลังพ้นกำหนดเวลาไถ่ทรัพย์ที่ขายฝากแล้ว แสดงให้เห็นถึงเจตนาของโจทก์และจำเลยว่าต้องการจะผูกพันกันในเรื่องกู้เงินเท่านั้นสัญญาขายฝากเอกสารหมาย จ.3 จึงเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 118 วรรคสอง และจะต้องถือว่าสัญญาขายฝากเป็นหลักฐานที่จำเลยได้กู้ยืมเงินโจทก์และมอบที่ดินตามฟ้องให้โจทก์ยึดถือไว้เป็นประกันเท่านั้น จำเลยให้โจทก์กู้ยืมเงินโดยคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือนเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ ส่วนของดอกเบี้ยจึงตกเป็นโมฆะ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ได้ชำระหนี้เงินกู้ให้แก่จำเลยไปแล้วเกินกว่าจำเลยเงินที่กู้ยืม หนี้ของโจทก์จึงระงับไป จำเลยต้องคืนที่ดินตามฟ้องให้แก่โจทก์"พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ข้อมูลคดี

คู่ความ
โจทก์ - นาง แจ่ม ดุลสันเทียะ
จำเลย - นาย สนธยา เจนปิยพงศ์
กฎหมายที่อ้าง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ม. 118 วรรคสอง, ม. 653 วรรคสอง
องค์คณะ
เสริมพงศ์ วรยิ่งยง
ชุม สุกแสงเปล่ง
มนู วงศ์แสงจันทร์

ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว

ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหาฎีกาอื่นข้อกฎหมายและมาตรา