ฎีกา ปี พ.ศ. 2535 อาญา
ฎีกาที่ 3981/2535
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
คดีที่โจทก์ร่วมฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดสงขลา ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297,300,91 ศาลจังหวัดสงขลาไต่สวนมูลฟ้องแล้ววินิจฉัยว่าฟ้องของโจทก์ไม่มีมูลฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกทำร้ายได้รับอันตรายสาหัส คงมีมูลความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายและจิตใจกับฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 และ 300 ตามลำดับเท่านั้น ซึ่งเป็นความผิดที่อยู่ในอำนาจของศาลแขวงที่รับไว้พิจารณาได้หากโจทก์ยังติดใจจะดำเนินคดีกับจำเลยก็ให้นำไปฟ้องยังศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาต่อไป จึงไม่รับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษายกฟ้อง ศาลจังหวัดสงขลามิได้ยกฟ้องของโจทก์ร่วมเพราะเหตุต่าง ๆ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185กล่าวคือยังมิได้วินิจฉัยถึงการกระทำผิดของจำเลยตามข้อกล่าวหาของโจทก์ร่วม ดังนั้นในคดีดังกล่าวจึงยังไม่มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง โจทก์และโจทก์ร่วมในคดีนี้ยังมีสิทธิฟ้องจำเลยได้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์และโจทก์ร่วมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300,390 ยังไม่ระงับ ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(4) จำเลยไม่ได้ขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับอันตรายสาหัสและผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กาย จำเลยย่อมไม่มีความผิดฐานขับรถซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลแล้วไม่หยุดรถช่วยเหลือและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ใกล้เคียงทันทีตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 78,160 วรรคแรก
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยขับรถยนต์โดยสารเล็กหมายเลขทะเบียนบ-4691 สงขลา ในขณะมึนเมาและหย่อนความสามารถที่จะขับโดยมีนายฮวด ตันติพงศ์ นางอุบล ตันติพงศ์ และเด็กหญิงนิดทยา เส้งคล้าย ผู้เสียหายและผู้โดยสารอื่นรวมประมาณ 20 คนโดยสารไปด้วยไปตามทางเดินรถถนนสายระโนด-หัวไทร จากทางแยกเข้าวัดหัวคุ้งมุ่งหน้าไปทางแยกเข้าหมู่บ้านท่าเข็น ถึงที่เกิดเหตุบริเวณระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 19-20 ทางแยกเข้าสถานีตำรวจภูธรตำบลคลองแดนซึ่งเป็นที่แยกและเป็นทางร่วมทางแยก จำเลยจะเลี้ยวกลับรถเพื่อจอดให้ผู้โดยสารลงที่ทางแยกเข้าหมู่บ้านท่าเข็น ซึ่งในภาวะเช่นนั้นจำเลยจะต้องใช้ความระมัดระวังไม่ขับรถด้วยความเร็วสูง และไม่กลับรถที่ทางร่วมทางแยกโดยไม่มีเครื่องหมายจราจรให้กลับรถในบริเวณดังกล่าวได้ และจอดรถได้เมื่อจำเลยเห็นว่าปลอดภัยและไม่กีดขวางทางจราจร ทั้งนี้เพื่อคำนึงถึงความปลอดภัยและความเดือดร้อนของผู้อื่น ซึ่งจำเลยอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่จำเลยหาได้ใช้ความระมัดระวังให้เพียงพอไม่ จำเลยยังคงขับรถด้วยความเร็วสูงและเลี้ยวกลับรถอย่างเร็วในบริเวณทางร่วมทางแยกและหยุดรถอย่างกะทันหันตรงทางแยกเข้าหมู่บ้านท่าเข็น ในลักษณะท้ายรถยังอยู่ในช่องทางเดินรถและกีดขวางทางจราจร ด้วยความประมาทของจำเลยดังกล่าวเป็นเหตุทำให้ใบหน้าของเด็กหญิงนิดทยากระแทกกับเก๋งหน้ารถคันที่จำเลยขับ ได้รับอันตรายแก่การบาดเจ็บที่บริเวณริมฝีปากฟันหัก 1 ซี่และในขณะที่ผู้โดยสารกำลังจากรถ จำเลยได้ขับรถเคลื่อนไปข้างหน้าโดยไม่ระวังดูว่ามีผู้โดยสารลงจากรถหมดแล้วหรือยัง ด้วยความประมาทของจำเลยดังกล่าวเป็นเหตุให้ล้อหลังของรถยนต์โดยสารทับเท้าข้างซ้ายของนายฮวด ทำให้นายฮวดได้รับอันตรายแก่กายถึงบาดเจ็บสาหัสกระดูกฝ่าเท้าชิ้นที่ 5 ด้านซ้ายหัก และนางอุบลพลัดตกจากรถขณะกำลังลงจากรถคันดังกล่าว ได้รับอันตรายแก่การบาดเจ็บที่หัวเข่าและฝ่ามือทั้งสองข้าง เมื่อจำเลยขับรถยนต์ก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลดังกล่าวแล้ว จำเลยไม่ให้ความช่วยเหลือตามสมควรและไม่ไปแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ใกล้เคียงทันทีเป็นเหตุให้บุคคลอื่นได้รับอันตรายสาหัสและรับอันตรายแก่กาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390, 90, 91พระราชบัญญัติ จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43, 53, 78, 157, 160ระหว่างพิจารณา นายฮวด ตันติพงศ์ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 157 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 300, 390 ลงโทษบทหนัก ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส จำคุก 1 ปี และฐานขับรถซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลแล้วไม่หยุดช่วยเหลือและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ใกล้เคียงทันที ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522มาตรา 78, 160 วรรคแรก จำคุก 1 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 1 เดือนจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 อันเป็นบทหนักที่สุดนั้นให้จำคุก6 เดือน รวมกับโทษจำคุกฐานอื่นตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเป็นจำคุก 7 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น จำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คงมีปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์และโจทก์ร่วมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390 ระงับไปแล้วหรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีที่โจทก์ร่วมฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดสงขลา ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297,300, 91 ศาลจังหวัดสงขลาไต่สวนมูลฟ้องแล้ววินิจฉัยว่าฟ้องของโจทก์ร่วมไม่มีมูลฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกทำร้ายได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 คงมีมูลความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายและจิตใจ กับฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 และ 300 ตามลำดับเท่านั้น ซึ่งเป็นความผิดที่อยู่ในอำนาจของศาลแขวงที่รับไว้พิจารณาได้ หากโจทก์ (หมายถึงโจทก์ร่วม) ยังติดใจจะดำเนินคดีกับจำเลยก็ให้นำไปฟ้องยังศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาต่อไป จึงไม่รับฟ้องของโจทก์ร่วมไว้พิจารณาพิพากษายกฟ้อง จึงเห็นได้ว่าศาลจังหวัดสงขลามิได้ยกฟ้องของโจทก์ร่วมเพราะเหตุต่าง ๆ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 185 กล่าวคือศาลจังหวัดสงขลายังมิได้วินิจฉัยถึงการกระทำผิดของจำเลยตามข้อกล่าวหาของโจทก์ร่วม ดังนั้นในคดีดังกล่าวจึงยังไม่มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง โจทก์และโจทก์ร่วมในคดีนี้ยังมีสิทธิฟ้องจำเลยได้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์และโจทก์ร่วมตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 300, 390 ยังไม่ระงับ ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 39(4) เมื่อได้ยกปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยแล้วแม้ฎีกาของจำเลยในข้อหาอื่นจะเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรกศาลฎีกาย่อมมีอำนาจวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ประกอบด้วยมาตรา 215, 225...พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่18 กรกฎาคม 2532 เวลาประมาณ 20-21 นาฬิกา จำเลยได้ขับรถยนต์โดยสารรับจ้างยี่ห้ออีซูซุ คันหมายเลขทะเบียน บ-4691สงขลาโดยมีโจทก์ร่วม นางอุบล ตันติพงศ์ ภรรยาโจทก์ร่วมพร้อมด้วยผู้โดยสารอื่น ๆ ประมาณ 20 คน จากวัดหัวคุ้งไปตามถนนสายสงขลา-ระโนดเพื่อนำไปส่งที่ทางเข้าหมู่บ้านท่าเข็น เมื่อจวนถึงสี่แยกท่าเข็นจำเลยได้หยุดรถเพื่อให้รถที่แล่นตามหลังมาผ่านพ้นไปก่อน เมื่อปลอดภัยแล้วจำเลยได้เลี้ยวรถดังกล่าวมาจอดที่ขอบถนนด้านทิศตะวันออก บริเวณทางแยกเข้าหมู่บ้านท่าเข็น ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยมีว่า จำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์หรือไม่...พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมจึงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยได้ขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับอันตรายสาหัสและผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายตามฟ้อง เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วจำเลยย่อมไม่มีความผิดฐานขับรถซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลแล้วไม่หยุดรถช่วยเหลือ และแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ใกล้เคียงทันทีตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 78, 160วรรคแรกด้วย แม้ปัญหาข้อนี้จะยุติแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 แต่ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215, 225ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วมทุกข้อหา
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - อัยการ ประจำศาล แขวง สงขลา
โจทก์ - โจทก์ร่วม
โจทก์ - นาย ฮวด ตันติพงศ์
จำเลย - นาย แวว คง เพชร - กฎหมายที่อ้าง
- ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา — ม. 39
พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 — ม. 79, ม. 160 - องค์คณะ
- นำชัย สุนทรพินิจกิจ
สนัด หมายสวัสดิ์
เธียรไท สุนทรนันท
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา