ฎีกา ปี พ.ศ. 2547 แพ่ง

ฎีกาที่ 4005/2547

คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)

โจทก์ฟ้องว่า สำนักอำนวยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 - 01 ก.) ให้จำเลยทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทซึ่งโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองเป็นการไม่ชอบ ขอให้บังคับจำเลยให้ไปดำเนินการยกเลิกสิทธิที่มีอยู่ตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 - 01 ก.) โจทก์ไม่ได้เรียกเอาที่ดินพิพาทมาเป็นของโจทก์ จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ โจทก์เสียค่าขึ้นศาล มาอย่างคดีมีทุนทรัพย์ จึงให้คืนส่วนที่เกินมาแก่โจทก์

คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยไปดำเนินการขอยกเลิกสิทธิที่มีอยู่ตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 - 01 ก.) หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนากับให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยไปดำเนินการขอยกเลิกสิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน ตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 - 01 ก.) หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจาก วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 8,000 บาท
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์สาธารณะอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมและสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 - 01 ก.) สำหรับที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยโดยผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมแล้ว ดังนั้นแม้โจทก์จะอ้างว่าครอบครองที่ดินพิพาทมาก่อนทางราชการประกาศให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดินก็ตาม แต่เมื่อทางราชการประกาศให้เขตที่ที่ดินพิพาทตั้งอยู่เป็นเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมแล้ว ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตาม พ.ร.บ. การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 มาตรา 36 ทวิ สำนักงาน การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมย่อมมีสิทธิที่จะทำไปให้บุคคลใดที่มีคุณสมบัติถูกต้องครบถ้วนเข้าครอบครอง ทำประโยชน์ได้ เมื่อทางสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้ตรวจสอบคุณสมบัติของจำเลยแล้ว อนุญาตให้จำเลยเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท โจทก์จะอ้างว่าตนมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทมาแต่เดิมหาได้ไม่ เมื่อจำเลยมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทจำเลยย่อมมีสิทธิที่จะปกป้องสิทธิของตนในที่ดินพิพาทโดยแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจในกรณีมีผู้บุกรุกได้ หาเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ดังฟ้องไม่ และคดีก็ไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาข้ออื่นอีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยไปดำเนินการขอยกเลิกสิทธิที่มีอยู่ตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 - 01 ก.) ไม่ได้เรียกเอาที่ดินมาเป็นของโจทก์ จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ โจทก์เสียค่าขึ้นศาลทั้งสามศาลมาอย่างคดีมีทุนทรัพย์จึงให้คืนส่วนที่เกินมาแก่โจทก์
พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,500 บาท แทนจำเลย คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินมาแก่โจทก์ .

ข้อมูลคดี

คู่ความ
โจทก์ - นายวิลาศ ล่องอำไพ
จำเลย - นายจำนง บุญญานุกูล
กฎหมายที่อ้าง
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง — ม. 150
พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518
องค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
ศาลชั้นต้น/อุทธรณ์
ศาลจังหวัดไชยา - นายสุภชัย ศิริบูรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายวิทยา จิญกาญจน์

ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว

ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหาฎีกาอื่นข้อกฎหมายและมาตรา