ฎีกา ปี พ.ศ. 2536 แพ่ง
ฎีกาที่ 4010/2536
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 นำหุ้นซึ่งจำเลยที่ 1ที่ 2 ถืออยู่ในบริษัทจำเลยที่ 3 มาจำนำเป็นประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 แต่ปัจจุบันหุ้นดังกล่าวหยุดการซื้อขายโดยสิ้นเชิงหุ้นดังกล่าวจึงไม่มีมูลค่าพอที่จะนำมาหักกับจำนวนหนี้ที่จำเลยทั้งห้าค้างชำระโจทก์ได้ เมื่อคำนวณราคาหุ้นและหักกับจำนวนหนี้ที่จำเลยทั้งห้าค้างชำระโจทก์แล้วเงินยังขาดอยู่อีกเป็นจำนวนมากกว่า 500,000 บาท และ 50,000 บาทตามลำดับ ถือว่าโจทก์ได้ตีราคาหลักประกันมาในฟ้องแล้ว ที่อยู่ตามสำเนาทะเบียนบ้านของจำเลยที่ 5 ถือได้ว่าเป็นภูมิลำเนาอีกแห่งหนึ่งของจำเลยที่ 5 และภูมิลำเนาที่ระบุในสัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นภูมิลำเนาตามฟ้องนั้น เมื่อพนักงานเดินหมายไปส่งหมายให้จำเลยที่ 5 ไม่พบจำเลยที่ 5 คงพบชายคนหนึ่งแจ้งว่าจำเลยที่ 5 ออกไปธุระข้างนอก เช่นนี้แสดงว่าจำเลยที่ 5 ยังมีภูมิลำเนาอยู่ตามที่โจทก์ระบุในคำฟ้อง ภูมิลำเนาตามฟ้องจึงเป็นภูมิลำเนาจำเลยที่ 5 อีกแห่งหนึ่งเช่นกัน การส่งหมายตามภูมิลำเนาตามฟ้องจึงต้องถือว่าเป็นการส่งโดยชอบ การที่จำเลยที่ 5 ออกไปอยู่นอกราชอาณาจักรจนบัดนี้ยังไม่กลับมาจึงเข้าข้อสันนิษฐานของพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483มาตรา 8(4) ก. ว่าจำเลยที่ 5 เป็นบุคคลมีหนี้สินล้นพ้นตัว
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 กู้เงินโจทก์ไป 20,000,000 บาทมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ค้ำประกัน จำเลยที่ 1 ที่ 2 นำหุ้นซึ่งจำเลยที่ 1 ที่ 2 ถืออยู่ในบริษัทจำเลยที่ 3 มาจำนำเป็นประกันการชำระหนี้ ต่อมาจำเลยที่ 1 ชำระหนี้บางส่วนยังคงค้างชำระอยู่18,291,575.35 บาท โจทก์ทวงถามจำเลยทั้งห้าให้ชำระหนี้ 2 ครั้งซึ่งมีระยะห่างกันไม่น้อยกว่า 30 วัน แต่จำเลยทั้งห้าไม่ชำระหนี้ปัจจุบันหุ้นของจำเลยที่ 3 หยุดการซื้อขายแล้ว จึงไม่มีมูลค่าพอที่จะหักชำระหนี้โจทก์ได้ จำเลยทั้งห้ามีหนี้สินล้นพ้นตัวและเป็นหนี้โจทก์คนเดียวไม่น้อยกว่า 500,000 บาท และ 40,000 บาทซึ่งเป็นหนี้ที่มีจำนวนแน่นอน ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งห้าเด็ดขาด และพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าเป็นบุคคลล้มละลายจำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง และหนี้ที่โจทก์ฟ้องเป็นหนี้ที่มีจำนวนไม่แน่นอน ฟ้องของโจทก์ไม่ชอบ จำเลยที่ 1ยังมีทรัพย์สินพอชำระหนี้ให้โจทก์ได้ โจทก์ไม่เคยทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ก่อนถึง 2 ครั้ง ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ไม่ยื่นคำให้การ จำเลยที่ 4 ที่ 5ขาดนัดพิจารณาศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ 3 ที่ 5 เด็ดขาดจำเลยที่ 5 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้ว พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้พิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ 5 เด็ดขาด ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานจำเลยที่ 5 แล้วมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดีโจทก์และจำเลยที่ 5 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2นำหุ้น ซึ่งจำเลยที่ 1 ที่ 2 ถืออยู่ในบริษัทจำเลยที่ 3 มาจำนำเป็นประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 แต่ปัจจุบันหุ้นดังกล่าวหยุดการซื้อขายโดยสิ้นเชิง หุ้นดังกล่าวจึงไม่มีมูลค่าพอที่จะนำมาหักกับจำนวนหนี้ที่จำเลยทั้งห้าค้างชำระโจทก์ได้ เมื่อคำนวณราคาหุ้นและหักกับจำนวนหนี้ที่จำเลยทั้งห้าค้างชำระโจทก์แล้วเงินยังขาดอยู่อีกเป็นจำนวนมากกว่า 500,000 บาท และ 50,000 บาทตามลำดับ ถือว่า โจทก์ได้ตีราคาหลักประกันมาในฟ้องแล้ว คำฟ้องของโจทก์จึงครบองค์ประกอบตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 10ตามสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 5 ระบุว่ามีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านเลขที่ 141/5 ถนนสาธรใต้ แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตยานนาวากรุงเทพมหานคร ตามคำฟ้องโจทก์ก็ได้ระบุภูมิลำเนาของจำเลยที่ 5ตามที่อยู่ดังกล่าว การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยที่ 5ทั้งสองครั้งก็ได้ส่งที่ภูมิลำเนาตามที่ระบุในฟ้อง ซึ่งปรากฏจากรายงานการเดินหมายว่าพบชายคนหนึ่งอายุประมาณ 40 ปี อยู่ในบ้านนั้นแจ้งว่าจำเลยที่ 5 ออกไปธุระข้างนอกไม่ยอมรับหมายแทนจึงปิดหมายตามคำสั่งศาล แสดงว่าจำเลยที่ 5 ยังมีภูมิลำเนาตามที่โจทก์ระบุในคำฟ้อง จำเลยที่ 5 มีที่อยู่ตามสำเนาทะเบียนบ้านเลขที่ 484ซอยเอื้อวัฒนสกุล ที่อยู่ตามสำเนาทะเบียนบ้านของจำเลยที่ 5ถือได้เพียงว่าเป็นภูมิลำเนาอีกแห่งหนึ่งของจำเลยที่ 5 เท่านั้นและภูมิลำเนาตามฟ้องก็ถือว่าเป็นภูมิลำเนาอีกแห่งหนึ่งเช่นกันการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องตามภูมิลำเนาดังกล่าวจึงต้องถือเป็นการส่งโดยชอบแล้วคดีอยู่ระหว่างพิจารณาสืบพยานจำเลยที่ 1 ทนายของจำเลยที่ 1ยื่นคำร้องขอส่งประเด็นไปสืบตัวจำเลยที่ 4 และที่ 5 ที่ประเทศมาเลเซีย โดยอ้างเหตุผลว่า จำเลยที่ 4 และที่ 5 ไม่สะดวกที่จะเดินทางเข้ามาในประเทศไทย การที่จำเลยที่ 5 ออกไปอยู่นอกราชอาณาจักรจนบัดนี้ยังไม่กลับมา จึงเข้าข้อสันนิษฐานของพระราชบัญญัติ ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 8(4) ก. ว่าจำเลยที่ 5เป็นบุคคลที่มีหนี้สินล้นพ้นตัวพิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำสั่งศาลชั้นต้น
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - ธนาคาร กรุงศรีอยุธยา จำกัด
จำเลย - บริษัท พี เอส เอ จำกัด กับพวก - กฎหมายที่อ้าง
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ม. 45 เดิม
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง — ม. 79
พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 — ม. 8, ม. 10 - องค์คณะ
- อัมพร เดชศิริ
บุญส่ง วรรณกลาง
วิทูรย์ สุทธิประภา
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา