ฎีกา ปี พ.ศ. 2536 อาญา
ฎีกาที่ 410/2536
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
พยานโจทก์เบิกความสอดคล้องเชื่อมโยงกันโดยตลอดได้ความว่าจำเลยได้จำหน่ายเฮโรอีนที่มีไว้ในครอบครองให้แก่ผู้ล่อซื้อ 1 หลอดในราคา 550 บาทโดยมิได้รับอนุญาต เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมเฮโรอีน 3 หลอด และธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อเป็นของกลาง แม้การเบิกความบางตอนจะแตกต่างกันบ้างก็เป็นเพียงพลความมิใช่สาระสำคัญที่จะทำให้คำพยานโจทก์เหล่านั้นมีน้ำหนักน้อยลงถึงกับรับฟังไม่ได้โดยเฉพาะพยานโจทก์ทั้งสามต่างเป็นข้าราชการตำรวจปฏิบัติราชการตามหน้าที่ ไม่รู้จักจำเลยมาก่อนไม่มีเหตุน่าระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษ จำเลยเองก็รับอยู่ว่าในวันเกิดเหตุ เจ้าพนักงานตำรวจยึดเฮโรอีนพร้อมเงินสดจำนวน600 บาท ของกลางได้จากจำเลยจริง เพียงแต่บ่ายเบี่ยงว่าของกลางที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดได้นั้นมีผู้นำมาฝากจำเลยไว้ โดยจำเลยไม่ทราบว่าของที่นำมาฝากนั้นเป็นเฮโรอีน ซึ่งผิดวิสัยที่คนทั่วไปจะรับของฝากไว้ โดยไม่รู้จักกับคนที่ฝากเลย ดังนี้ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคงฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยได้กระทำผิด.
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522มาตรา 4, 7, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และริบเฮโรอีนของกลางจำเลยให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15, 66 วรรคหนึ่ง ฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 10 ปี ฐานจำหน่ายเฮโรอีนจำคุก 10 ปีรวมจำคุก 20 ปี คำเบิกความรับของจำเลยบางส่วนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง อันเป็นเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 13 ปี 4 เดือน เฮโรอีนของกลางริบจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้วทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่า เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2533 เวลาประมาณ9 นาฬิกา ขณะที่จ่าสิบตำรวจอดุลย์ ชาญประเสริฐ กับพลตำรวจบรรเจิดพลศารทูล เจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจพิเศษกองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดสุพรรณบุรี ออกตรวจท้องที่ไปถึงหมู่บ้านลิเก ตำบลโพธิ์พะเยาอำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี พบชายคนหนึ่งทราบชื่อภายหลังว่านายสมชายขี่รถจักรยานผ่านมามีท่าทางพิรุธ จึงขอตรวจค้นแต่ไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย จากการสอบถามนายสมชายได้ความว่าเคยไปซื้อเฮโรอีนที่ร้านเสริมสวยไม่มีชื่อเจ้าของร้านชื่อตั๋วร้านอยู่ใกล้สามแยกโพธิ์พระเยา และสามารถซื้อเฮโรอีนได้จ่าสิบตำรวจอดุลย์ได้นำนายสมชายไปพบร้อยตำรวจโทบุญเกื้อ ธันดาหัวหน้าสายตรวจพิเศษร้อยตำรวจโทบุญเกื้อทราบเรื่องแล้วจึงวางแผนเพื่อจับกุม โดยนำธนบัตรฉบับละ 500 บาท 1 ฉบับ และฉบับละ 100 บาทอีก 1 ฉบับ ไปลงบันทึกประจำวันและถ่ายภาพธนบัตรดังกล่าวไว้ตามสำเนาภาพถ่ายหมาย จ.1 และ จ.2 จากนั้นได้ให้พลตำรวจประยุทธโพธิ์หอม และนายสมชายไปล่อซื้อเฮโรอีน โดยร้อยตำรวจโทบุญเกื้อกับพวกอีกจำนวนหนึ่งซุ่มรออยู่ห่างจากร้านเสริมสวยที่เข้าไปล่อซื้อประมาณ 30 เมตร นายสมชายและพลตำรวจประยุทธซื้อเฮโรอีนได้จากจำเลย 1 หลอด เป็นเงิน 550 บาท จำเลยทอนเงินคืนให้ 50 บาทหลังจากนั้นพลตำรวจประยุทธได้แจ้งให้ร้อยตำรวจโทบุญเกื้อทราบทางวิทยุมือถือ ร้อยตำรวจโทบุญเกื้อกับพวกจึงเข้าจับกุม จำเลยนำร้อยตำรวจโทบุญเกื้อไปค้นเอาเฮโรอีนที่เหลือได้อีก 2 หลอดที่ครัวหลังร้าน และยอมคืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อแก่ร้อยตำรวจโทบุญเกื้อทั้งหมด ร้อยตำรวจโทบุญเกื้อจึงนำจำเลยพร้อมของกลางไปมอบให้แก่ร้อยตำรวจเอกสุรพล ปัญญาประดิษฐ์ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสุพรรณบุรีดำเนินคดี ของกลางที่ยึดได้ตรวจพิสูจน์แล้วเป็นเฮโรอีนมีน้ำหนัก 2.54 กรัม ชั้นจับกุมและสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพจำเลยนำสืบว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 8 นาฬิกา มีชายคนหนึ่งซึ่งจำเลยไม่รู้จักแต่เคยเห็นหน้า นำห่อกระดาษหนังสือพิมพ์ 2 ห่อมัดรวมกันมาฝากไว้บอกว่าบ่าย ๆ จะให้หลานมาเอา จำเลยนำของดังกล่าวไปเก็บไว้ ในวันเดียวกันเวลาประมาณ 12 นาฬิกา มีชาย 2 คน มาที่ร้านจำเลย จำเลยเคยเห็นหน้าชายคนหนึ่งแต่ไม่รู้จักชื่อ ส่วนชายอีกคนหนึ่งจำเลยไม่รู้จัก ชายคนที่จำเลยเคยเห็นหน้าถามถึงของที่มีคนนำมาฝากไว้ จำเลยจึงนำมาให้ดู ชายนั้นแกะเอาไปเพียง 1 ห่อส่วนที่เหลือคืนให้จำเลยพร้อมกับมอบเงินให้ 600 บาท บอกว่าหากคนฝากมาให้เอาเงินให้ด้วย จำเลยเอาของไปเก็บไว้ที่เดิมจากนั้นชายคนที่มาด้วยซึ่งจำเลยไม่รู้จักแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและรายงานทางวิทยุ มีชายอีกหลายคนเข้ามาในร้าน จำเลยทราบในภายหลังว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ ถามจำเลยว่ายังมีเฮโรอีนอีกหรือไม่ จำเลยว่าไม่ทราบว่าเป็นอะไร มีคนนำมาฝากไว้พร้อมนำของที่เหลือมอบให้ และคืนเงิน 600 บาท ให้ไปด้วย จากนั้นเจ้าพนักงานตำรวจได้จับกุมจำเลยส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสุพรรณบุรีสอบสวนดำเนินคดีพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่ไม่โต้เถียงกันฟังเป็นยุติว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้องเจ้าพนักงานตำรวจยึดได้เฮโรอีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 จากจำเลยจำนวน 3 หลอดมีน้ำหนัก 2.54 กรัมมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยได้กระทำผิดดังที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ ได้ความจากคำเบิกความของจ่าสิบตำรวจอดุลย์ ชาญประเสริฐเจ้าพนักงานตำรวจสายตรวจพิเศษประจำกองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดสุพรรณบุรีว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 9 นาฬิกา ขณะที่จ่าสิบตำรวจอดุลย์กับพลตำรวจบรรเจิด พลศารทูร ออกตรวจท้องที่ไปถึงตลาดตำบลโพธิ์พระเยา พบนายสมชายขี่รถจักรยานผ่านมามีอาการพิรูธจึงเรียกตรวจค้น แต่ไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย แต่จากการสอบถามนายสมชายได้ความว่านายสมชายเคยซื้อเฮโรอีนจากร้านเสริมสวยของจำเลยและสามารถซื้อเฮโรอีนได้ จ่าสิบตำรวจอดุลย์จึงนำนายสมชายไปพบร้อยตำรวจโทบุญเกื้อ ธันดา หัวหน้าสายตรวจพิเศษประจำกองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดสุพรรณบุรี กับได้ความจากร้อยตำรวจโทบุญเกื้อว่า เมื่อทราบเรื่องดังกล่าวแล้วจึงวางแผนจับกุมโดยนำธนบัตรฉบับละ 500 บาท และ 100 บาท อย่างละ 1 ฉบับ ไปลงบันทึกประจำวันไว้ แล้วจัดให้นายสมชายกับพลตำรวจประยุทธ โพธิ์หอม เป็นผู้ไปล่อซื้อ ส่วนร้อยตำรวจโทบุญเกื้อกับพวกซุ่มรออยู่ห่างร้านของจำเลยประมาณ 30 เมตร กับโจทก์มีพลตำรวจประยุทธมาเบิกความยืนยันว่า เมื่อเข้าไปที่ร้านของจำเลยพบมีหญิง 2 คน อยู่ในร้านคนหนึ่งนั่งดูทีวี ส่วนอีกคนหนึ่งนั่งอยู่เก้าอี้ทำผม นายสมชายเข้าไปพูดกับหญิงที่นั่งดูทีวีซึ่งก็คือจำเลยนี้ จำเลยนำห่อกระดาษหนังสือพิมพ์ 1 ห่อ มอบให้แก่นายสมชาย นายสมชายมอบเงินทั้งหมดจำนวน 600 บาท ให้แก่จำเลย จำเลยทอนเงินให้นายสมชาย 50 บาทนายสมชายนำห่อกระดาษพร้อมเงินทอน 50 บาท มอบให้แก่พลตำรวจประยุทธพลตำรวจประยุทธเปิดห่อกระดาษดูเป็นหลอดพลาสติกสีขาว 1 หลอดยาวประมาณ 2 นิ้ว มีผงสีขาวบรรจุอยู่ประมาณสามในสี่ส่วนของหลอดจึงแจ้งทางวิทยุให้ร้อยตำรวจโทบุญเกื้อกับพวกเข้าจับกุม จำเลยนำร้อยตำรวจโทบุญเกื้อไปเอาเฮโรอีนที่เหลืออีก 2 หลอด ซึ่งจำเลยนำไปซุกซ่อนไว้ในถังน้ำพลาสติกสีดำ มีผ้าปิดไว้พร้อมกับมอบเงินจำนวน 600 บาท ที่นายสมชายนำไปล่อซื้อให้แก่ร้อยตำรวจโทบุญเกื้อด้วย เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสามเบิกความสอดคล้องเชื่อมโยงกันโดยตลอด แม้การเบิกความบางตอนจะแตกต่างกันบ้างก็เป็นเพียงพลความ มิใช่สาระสำคัญที่จะทำให้คำพยานโจทก์เหล่านั้นมีน้ำหนักน้อยลงถึงกับรับฟังไม่ได้ โดยเฉพาะพยานโจทก์ทั้งสามต่างเป็นข้าราชการตำรวจปฏิบัติราชการตามหน้าที่ ไม่รู้จักจำเลยมาก่อนไม่มีเหตุน่าระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษจำเลยเองก็รับอยู่ว่าในวันเกิดเหตุ เจ้าพนักงานตำรวจยึดเฮโรอีนพร้อมเงินสดจำนวน 600 บาท ของกลางได้จากจำเลยจริงเพียงแต่บ่ายเบี่ยงว่าของกลางที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดได้นั้นมีผู้นำมาฝากจำเลยไว้โดยจำเลยไม่ทราบว่าของที่นำมาฝากนั้นเป็นเฮโรอีนซึ่งผิดวิสัยที่คนทั่วไปจะรับของฝากไว้ โดยไม่รู้จักกับคนที่ฝากเลยเห็นว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคงฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยได้กระทำความผิดดังที่โจทก์ฟ้องพยานหลักฐานของจำเลยหักล้างพยานโจทก์ไม่ได้ ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้นแต่เห็นว่าจำเลยเป็นหญิงไม่ปรากฏว่าเคยต้องโทษถึงจำคุกมาก่อนเฮโรอีนของกลางมีน้ำหนักเพียง 2.54 กรัม ศาลล่างทั้งสองกำหนดโทษจำเลยกระทงละ 10 ปี หนักเกินไปยังไม่เหมาะสมตามพฤติการณ์แห่งรูปคดี ศาลฎีกาจึงแก้ไขให้เหมาะสม"พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายให้จำคุก 6 ปี ฐานจำหน่ายเฮโรอีน จำคุก 6 ปี รวมจำคุก 12 ปีลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลย8 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์.
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัด สุพรรณบุรี
จำเลย - นาง กรรณิ กา เกิด สกุล - กฎหมายที่อ้าง
- ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา — ม. 227
พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 — ม. 15, ม. 66 - องค์คณะ
- สมชัย สายเชื้อ
อากาศ บำรุงชีพ
ชลิต ประไพศาล
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา