ฎีกา ปี พ.ศ. 2528 อาญา
ฎีกาที่ 4296/2528
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
จำเลยฎีกาว่าจำเลยไม่ได้เป็นเจ้าพนักงานเพราะไม่ได้มีคำสั่งแต่งตั้งให้เป็นเจ้าพนักงานการเงินโดยเฉพาะและจำเลยขาดเจตนายักยอกทรัพย์โต้เถียงข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ฟังมา จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา147 ซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้วย่อมไม่เป็นความผิดตามมาตรา157 ซึ่งเป็นบททั่วไปอีก การปรับบทมาตราลงโทษจำเลยเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้คู่ความมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกาศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยรับราชการส่วนจังหวัด ตำแหน่งครูโรงเรียนประถมศึกษาสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี เป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย และได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยฝ่ายเงินเดือนและสวัสดิการ มีหน้าที่รับผิดชอบในการปฏิบัติงานส่วนการคลัง องค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี อีกตำแหน่งหนึ่ง จำเลยจัดทำฎีกาเบิกเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาบุตรและการรักษาพยาบาลซึ่งเป็นเงินงบประมาณศึกษาขององค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานีอันเป็นงานในหน้าที่ของจำเลย และจำเลยได้รับเงินดังกล่าวนั้นแล้ว แต่เบียดบังยักยอกเป็นของจำเลยโดยทุจริต ไม่นำส่งแก่ส่วนการคลังขององค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานีเพื่อจ่ายให้ผู้มีสิทธิได้รับต่อไปขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 157, และ 352จำเลยให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 157 จำคุกคนละ 3 ปี 9 เดือนจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ลงโทษาจำคุกจำเลยมีกำหนด 3 ปี 9 เดือน จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 จำเลยฎีกาโดยอ้างเป็นข้อกฎหมายว่าจำเลยไม่ได้เป็นเจ้าพนักงาน เพราะไม่ได้มีคำสั่งแต่งตั้งให้จำเลยเป็นเจ้าพนักงานการเงินโดยเฉพาะ และจำเลยส่งมอบเงินให้สมุห์บัญชีไม่ทัน เงินยังอยู่ในตู้ครบจำนวน จำเลยขาดเจตนายักยอกทรัพย์ เช่นนี้ เป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ฟังมาทั้งสิ้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย แต่ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาปรับบทลงโทษจำเลยว่ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147, 157 ลงโทษตามมาตรา 147 ซึ่งเป็นบทหนักนั้น เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้ว การกระทำนั้นย่อมจะไม่เป็นความผิดตามมาตรา 157 ซึ่งเป็นบททั่วไปอีก ปัญหาเรื่องการปรับบทลงโทษจำเลยนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกาศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2502 มาตรา 3 เพียงบทเดียว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดปัตตานี
จำเลย - นายกมล วิกุลกนก - กฎหมายที่อ้าง
- ประมวลกฎหมายอาญา — ม. 147, ม. 157
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา — ม. 195, ม. 218 - องค์คณะ
- อุทิศ บุญชู
ยนต์ พิรวินิจ
ยรรยง อิทธิพงษ์
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา