ฎีกา ปี พ.ศ. 2545 แพ่ง
ฎีกาที่ 441/2545
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 180,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 กันยายน 2538ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน เมื่อรวมดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องคือวันที่ 14มิถุนายน 2539 ซึ่งเป็นทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000บาท จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยเชื่อโดยสุจริตว่าโจทก์เวนคืนที่ดินของจำเลยเป็นเนื้อที่แน่นอน 5 ตารางวา แต่ความจริงถูกเวนคืนเพียง 2 ตารางวา อันเป็นการสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม สัญญาซื้อขายจึงเป็นโมฆะนั้น การวินิจฉัยปัญหาดังกล่าว เป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงจึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว โจทก์จ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินเนื้อที่ 5 ตารางวา ตามที่ระบุไว้ในสัญญาซื้อขายให้แก่จำเลยตามขั้นตอนที่พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 10กำหนดแต่เมื่อรังวัดแบ่งแยกที่ดินที่ถูกเขตทางพิเศษแล้วปรากฏว่าถูกเวนคืนเพียง 2 ตารางวา จำเลยก็ต้องคืนเงินค่าทดแทนที่ดินเนื้อที่ 3 ตารางวาซึ่งเป็นส่วนที่รับไว้โดยที่ดินไม่ได้ถูกเวนคืนให้แก่โจทก์ กรณีมิใช่เป็นเรื่องที่จำเลยได้มาซึ่งเงิน เพราะการที่โจทก์กระทำเพื่อชำระหนี้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้อันเป็นลาภมิควรได้ซึ่งโจทก์จะต้องฟ้องร้องเรียกเงินคืนจากจำเลยภายในอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 419 การฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนที่ดินที่ชำระเกินกว่าจำนวนเนื้อที่ดินที่ถูกเวนคืนอันเนื่องมาจากการดำเนินการตามขั้นตอนของพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยอายุความบัญญัติไว้เป็นกรณีพิเศษจึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30ซึ่งมีอายุความ 10 ปี นับแต่วันที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ เมื่อตามสัญญาซื้อขายระบุว่าการจ่ายเงินค่าที่ดินที่เพิ่มขึ้นหรือการคืนเงินค่าที่ดินที่ลดลงให้กระทำภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่ทำการรังวัดแบ่งแยกแล้วเสร็จ สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครได้มีหนังสือลงวันที่ 14 มิถุนายน2538 แจ้งผลการรังวัดที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ทราบ โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2539 จึงยังไม่ขาดอายุความ
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 10223 และ3308 แขวงถนนเพชรบุรี (ประแจจีน) เขตพญาไท (ดุสิต) กรุงเทพมหานครต่อมารัฐมีความจำเป็นจะต้องสร้างทางพิเศษสายแจ้งวัฒนะ-บางโคล่และสายพญาไท-ศรีนครินทร์ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่การจราจรจึงได้ดำเนินการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างทางพิเศษฯ ในท้องที่อำเภอปากเกร็ด อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี และเขตบางซื่อ เขตจตุจักร เขตพญาไท เขตราชเทวี เขตห้วยขวาง เขตปทุมวัน เขตบางรักเขตสาทร เขตบางคอแหลม เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร เป็นผลให้ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวของจำเลยถูกเวนคืนบางส่วนเนื้อที่ประมาณ6 ตารางวา ซึ่งจำนวนเนื้อที่ที่ถูกเขตทางยังไม่ชัดแจ้งเนื่องจากกรมที่ดินยังมิได้ทำการรังวัดแบ่งแยก คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดิน โฉนดเลขที่ 10223 ตารางวาละ 25,000 บาทโฉนดเลขที่ 3308 ตารางวาละ 60,000 บาท โจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 โดยตกลงซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 10223เนื้อที่ 1 ตารางวา เป็นเงิน 25,000 บาท และโฉนดเลขที่ 3308 เนื้อที่5 ตารางวา เป็นเงิน 300,000 บาท และคิดเงินค่าทดแทนสำหรับถนนซึ่งถูกเขตทางพิเศษบางส่วนเป็นเงิน 14,264.90 บาท รวมเป็นเงิน339,264.90 บาท จำเลยได้รับเงินดังกล่าวไปจากโจทก์แล้ว ต่อมาโจทก์ได้รับแจ้งจากเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาห้วยขวางว่าเจ้าพนักงานที่ดินได้รังวัดแบ่งแยกที่ดินแล้ว ปรากฏว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 3308 ถูกแบ่งแยกเป็นเขตทางพิเศษเนื้อที่ 2 ตารางวาซึ่งตามสัญญาจำเลยต้องคืนเงินค่าที่ดินตามจำนวนเนื้อที่ดินที่ลดลงให้แก่โจทก์จำนวน 180,000 บาท โจทก์ทวงถามให้จำเลยคืนเงินดังกล่าวแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย จำเลยจึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ผิดนัดคือวันที่ 11กันยายน 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คิดถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ย11,362.50 บาท ขอให้บังคับจำเลยคืนเงินจำนวน 191,362.50 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 180,000 บาทนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นโมฆะ โดยจำเลยเชื่อว่าจำนวนเนื้อที่ดินซึ่งถูกเวนคืนจะเป็นไปตามสัญญา เมื่อจำนวนเนื้อที่ดินเปลี่ยนแปลงจึงเป็นการทำนิติกรรมโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม และจำเลยไม่ต้องคืนเงินจำนวน 180,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ เนื่องจากเป็นเงินที่จำเลยรับมาโดยสุจริตและได้ใช้จ่ายไปหมดแล้วจึงเป็นลาภมิควรได้ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 180,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 กันยายน 2538จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 180,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 11 กันยายน 2538 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน เมื่อรวมดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องคือวันที่ 14 มิถุนายน 2539 ซึ่งเป็นทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาแล้วไม่เกิน 200,000 บาท คดีจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยเชื่อโดยสุจริตว่าโจทก์เวนคืนที่ดินของจำเลยเป็นเนื้อที่แน่นอน5 ตารางวา แต่ความจริงถูกเวนคืนเพียง 2 ตารางวา อันเป็นการสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม สัญญาซื้อขายฯ เอกสารหมาย จ.4จึงเป็นโมฆะนั้น เห็นว่า การวินิจฉัยปัญหาว่าจำเลยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมหรือไม่ เป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริง เมื่อศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่าจำเลยทำสัญญาซื้อขายฯ เอกสารหมาย จ.4โดยมิได้สำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม ฎีกาของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าวแม้ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยขึ้นมา ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้ส่วนฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า จำเลยรับเงินค่าเวนคืนมาโดยสุจริตกรณีจึงถือว่าเป็นลาภมิควรได้ และโจทก์ทราบจำนวนเนื้อที่ดินที่จะถูกเวนคืนในวันที่ 4 พฤษภาคม 2535 โจทก์นำคดีมาฟ้องเกิน 1 ปีจึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 3308 ที่โจทก์จ่ายให้แก่จำเลยเกินไปกว่าเนื้อที่ที่ถูกเวนคืนจริง3 ตารางวา ตารางวาละ 60,000 บาท เป็นเงิน 180,000 บาท คืนจากจำเลย เนื่องจากเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2535 ขณะที่โจทก์กับจำเลยทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 เพื่อสร้างทางพิเศษโครงการระบบทางด่วนขั้นที่ 2 สายแจ้งวัฒนะ-บางโคล่ กรณีที่ไม่อาจตกลงกันได้ในเรื่องจำนวนเงินค่าทดแทนตามเอกสารหมาย จ.4 ซึ่งเป็นการตกลงซื้อขายอสังหาริมทรัพย์กันตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 อันเป็นขั้นตอนหนึ่งของการดำเนินการกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินและจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่จำเลยผู้ที่จะถูกเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างทางพิเศษสายแจ้งวัฒนะ-บางโคล่ นั้นยังไม่มีการรังวัดแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 3308 ของจำเลยที่จะถูกเวนคืนเป็นที่แน่นอน การกำหนดเนื้อที่ลงในสัญญาซื้อขายฯ ว่าจะถูกเวนคืนเพื่อสร้างทางพิเศษเป็นเนื้อที่5 ตารางวา นั้น เป็นเพียงการประมาณการเท่านั้น การที่โจทก์จ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 3308 เนื้อที่ 5 ตารางวา ตารางวาละ 60,000บาท รวมเป็นเงิน 300,000 บาท ตามที่ระบุไว้ในสัญญาซื้อขายฯให้แก่จำเลยเป็นการจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินตามขั้นตอนและระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด แต่ครั้นเมื่อมีการรังวัดแบ่งแยกที่ดินของจำเลยที่ถูกเขตทางพิเศษแล้วปรากฏว่ามีเนื้อที่ที่ถูกเวนคืนเพียง 2 ตารางวาจำเลยก็ต้องคืนเงินค่าทดแทนที่ดินเนื้อที่ 3 ตารางวา ซึ่งเป็นส่วนที่รับไว้โดยที่ดินไม่ได้ถูกเวนคืนให้แก่โจทก์ กรณีเช่นนี้มิใช่เป็นเรื่องที่จำเลยได้มาซึ่งเงินหรือทรัพย์ เพราะการที่โจทก์กระทำเพื่อชำระหนี้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้อันเป็นลาภมิควรได้ซึ่งโจทก์จะต้องใช้สิทธิฟ้องร้องเรียกเงินคืนจากจำเลยภายในกำหนดอายุความ1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 419 ไม่ และเห็นว่าการฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนที่ดินที่ชำระเกินกว่าจำนวนเนื้อที่ดินที่ถูกเวนคืนอันเนื่องมาจากการดำเนินการตามขั้นตอนของพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 เช่นกรณีพิพาทนี้ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยอายุความบัญญัติไว้เป็นกรณีพิเศษ จึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ซึ่งมีอายุความ 10 ปีนับแต่วันที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ ตามสัญญาซื้อขายฯ ข้อ 1.1 วรรคท้าย ระบุว่าการจ่ายเงินค่าที่ดินที่เพิ่มขึ้นหรือการคืนเงินค่าที่ดินที่ลดลง ให้กระทำภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่ทำการรังวัดแบ่งแยกแล้วเสร็จ สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครได้มีหนังสือลงวันที่ 14มิถุนายน 2538 แจ้งผลการรังวัดที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ทราบ โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2539 จึงยังไม่ขาดอายุความตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4797/2541 ระหว่าง การทางพิเศษแห่งประเทศไทยโจทก์ นางสาวกฤติกา ธรรมสโรช จำเลย ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้วฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"พิพากษายืน
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - การทางพิเศษแห่งประเทศไทย
จำเลย - นาง นิตย์ศรี ไวทยานุวัติหรือไวทยานุวัตติ - กฎหมายที่อ้าง
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ม. 193/30, ม. 419
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง — ม. 248
พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 — ม. 10 - องค์คณะ
- ประพันธ์ ทรัพย์แสง
วิชัย ชื่นชมพูนุท
อภิชาต สุขัคคานนท์
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา