ฎีกา ปี พ.ศ. 2528 แพ่ง

ฎีกาที่ 4459/2528

คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)

ผู้รับประกันภัยค้ำจุนย่อมมีสิทธิยกข้อต่อสู้ของผู้เอาประกันภัย ขึ้นต่อสู้กับผู้ซึ่งฟ้องตนให้รับผิดตามสัญญาประกันภัยได้ (อ้างฎีกาที่ 3631/2528)
การที่จำเลยที่ 3 ผู้รับประกันภัยค้ำจุนได้ให้การต่อสู้ไว้แล้วว่าจำเลยที่ 1 ผู้ขับรถยนต์คันเกิดเหตุไม่ได้เป็นลูกจ้างปฏิบัติงาน ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ผู้เอาประกันภัย โดยศาลชั้นต้น กำหนดเป็นประเด็นไว้ และวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว แล้วพิพากษา ให้จำเลยทั้งสามแพ้คดีดังนี้ แม้จำเลยที่ 1 ที่ 2 จะไม่อุทธรณ์ ก็ไม่ทำให้ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 3 ตกไป เมื่อจำเลยที่ 3 ยังติดใจ อุทธรณ์ในประเด็นนี้อยู่ ศาลอุทธรณ์ก็ต้องวินิจฉัยให้
พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 2 มาติดต่อกับพนักงานสอบสวนระบุชื่อ จำเลยที่ 1 ว่าเป็นคนขับรถยนต์คันเกิดเหตุของตน แล้วนำตัวจำเลยที่ 1 มามอบให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีกับได้มา ทำการตกลงค่าเสียหายกับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งนั้นเพียงพอ ให้ถือได้ว่า จำเลยที่ 2 ยอมรับอยู่ในทีแล้วว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำละเมิดไป ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 นอกจากนี้การขับ รถยนต์บรรทุกสิบล้อ ไม่ใช่งานที่คนธรรมดาซึ่งไม่มีความชำนาญเป็นพิเศษจะพึงทำได้ แต่เป็นงานของผู้มีอาชีพในทางนี้โดยเฉพาะ และไม่อาจคาดหมายได้ว่าเป็นงานที่พึงทำให้เปล่า เมื่อฝ่ายจำเลยไม่ได้นำสืบหักล้างไว้คดีชอบที่จะฟังว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ได้ขับรถยนต์ไปทำละเมิดในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 (อ้างฎีกาที่ 2048/2526)

คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ และได้ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ ๒ ด้วยความประมาท ชนรถยนต์โดยสารของโจทก์เสียหาย และจำเลยที่ ๓ เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกสิบล้อจึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ด้วย ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหาย ๘๐,๑๕๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย
จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา
จำเลยที่ ๓ ให้การว่า เหตุรถยนต์ชนกันไม่ได้เกิดจากความประมาทของจำเลยที่ ๑ รถยนต์ของโจทก์เสียหายไม่เกิน ๒,๐๐๐ บาท และจำเลยที่ ๑ ไม่ใช่ลูกจ้างปฏิบัติงานในทางการที่จ้างของจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๓ จึงไม่ต้องร่วมรับผิดขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามชำระเงินแก่โจทก์ ๗๕,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย
จำเลยที่ ๓ อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามชำระเงินแก่โจทก์ ๕๐,๐๐๐บาท พร้อมดอกเบี้ย
จำเลยที่ ๓ ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๓ ฎีกาปัญหาข้อกฎหมายว่า ศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยประเด็นเรื่องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ ขับรถยนต์ของจำเลยที่ ๒ ไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ ๒ หรือไม่ เป็นการไม่ชอบ นั้น เห็นว่าจำเลยที่ ๓ เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์ของจำเลยที่ ๒ มีหน้าที่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ต้องเสียหายในนามของจำเลยที่ ๒ ตามกรมธรรม์ประกันภัยต่อเมื่อผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบสำหรับวินาศภัยที่เกิดขึ้น จำเลยที่ ๓ จึงมีสิทธิยกข้อต่อสู้ของผู้เอาประกันภัยค้ำจุนขึ้นต่อสู้กับโจทก์ซึ่งเป็นผู้ต้องเสียหายได้ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ ๓๖๓๑/๒๕๒๘ ระหว่าง องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยโจทก์ บริษัท เมโทรแมชินเนอรี่ จำกัด กับพวก จำเลย คดีนี้จำเลยที่ ๓ ต่อสู้และศาลชั้นต้นกำหนดเป็นประเด็นไว้แล้วว่า จำเลยที่ ๑ เป็นลูกจ้างปฏิบัติงานในทางการที่จ้างของจำเลยที่ ๒ หรือไม่ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวและพิพากษาให้จำเลยทั้งสามแพ้คดี แม้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จะไม่อุทธรณ์ ก็ไม่ทำให้ข้อต่อสู้ดังกล่าวของจำเลยที่ ๓ ตกไป เมื่อจำเลยที่ ๓ ยังติดใจอุทธรณ์ในประเด็นนี้อยู่ ศาลอุทธรณ์ต้องวินิจฉัยให้ เมื่อศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยไปเสียเลย โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอีก
สำหรับปัญหาที่ว่า จำเลยที่ ๑ ได้ทำละเมิดต่อโจทก์ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ ๒ หรือไม่ เห็นว่า นั้น ได้ความว่า จำเลยที่ ๒ ได้นำจำเลยที่ ๑ มามอบให้พนักงานสอบสวนเปรียบเทียบปรับ และร้อยตำรวจเอกประสงค์ เผ่าจินดาผู้เปรียบเทียบปรับจำเลยที่ ๑ ยังยืนยันด้วยว่าก่อนพามามอบตัว จำเลยที่ ๒ เคยมาติดต่อระบุชื่อจำเลยที่ ๑ ว่าเป็นคนขับรถยนต์คันเกิดเหตุของตน นอกจากนี้ปรากฏด้วยว่าจำเลยที่ ๒ ได้มาทำการตกลงค่าเสียหายกับนายวิมล ถิรมงคลผู้รับมอบอำนาจโจทก์ แต่ตกลงกันไม่ได้ พฤติการณ์ทั้งหลายของจำเลยที่ ๒ ดังกล่าว เพียงพอให้ถือได้ว่าจำเลยที่ ๒ ยอมรับอยู่ในทีแล้วว่าจำเลยที่ ๑ ได้กระทำละเมิดคดีนี้ไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๒ จึงไม่โต้แย้งในข้อนี้มาแต่ต้น ประกอบกับการขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อไม่ใช่งานที่คนธรรมดา ซึ่งไม่มีความชำนาญพิเศษจะพึงทำได้ แต่เป็นงานของผู้มีอาชีพในทางนี้โดยเฉพาะและไม่อาจคาดหมายได้ว่าเป็นงานที่พึงทำให้เปล่า ทั้งจำเลยที่ ๓ ก็ไม่นำสืบหักล้างไว้ คดีชอบที่จะฟังว่าจำเลยที่ ๑ ได้ขับรถไปทำละเมิดในทางการที่จ้างของจำเลยที่ ๒ ได้ ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ ๒๐๔๘/๒๕๒๖ ระหว่างบริษัท พิพัทธ์ประกันภัย จำกัด โจทก์ นางทอง ตั้งสิทธิธนะกูล กับพวก จำเลยจำเลยที่ ๒ จึงต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ ๑ ในมูลละเมิดครั้งนี้ ฉะนั้น จำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์คันเกิดเหตุไว้กับจำเลยที่ ๒ จึงต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ ๒ ด้วย
พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

คู่ความ
โจทก์ - นางวิไล ศรีอ่อนเลิศ
จำเลย - นายเสนาะ สมนึก กับพวก
กฎหมายที่อ้าง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ม. 420, ม. 425, ม. 887
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง — ม. 59, ม. 142, ม. 177, ม. 183, ม. 225
องค์คณะ
ปชา วรธรรมพินิจ
จุนท์ จันทรวงศ์
อุทิศ บุญชู
ศาลชั้นต้น/อุทธรณ์
ศาลแพ่ง - นายชัยวัฒน์ ดุลยปวีณ
ศาลอุทธรณ์ - นายจเร อำนวยวัฒนา

ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว

ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหาฎีกาอื่นข้อกฎหมายและมาตรา