ฎีกา ปี พ.ศ. 2552

ฎีกาที่ 4691/2552

คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)

การขายทอดตลาดอาคารพาณิชย์ของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ซึ่งดำเนินการโดยจำเลยที่ 1 เพื่อชำระบัญชีต้องอยู่ภายใต้บังคับของ พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน ซึ่งเป็นกฎหมายที่บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะในช่วงเวลาที่เกิดปัญหาวิกฤติทางเศรษฐกิจของชาติในการระดมเงินทุนเพื่อเสริมสภาพคล่องให้เกิดการหมุนเวียนทางการเงินจึงมีมาตรการพิเศษผ่อนคลายจากกรณีปกติทั่วไปเพื่อให้สามารถดำเนินการตามวัตถุประสงค์ให้แล้วเสร็จได้รวดเร็วและก่อให้เกิดความเชื่อมั่นแก่ผู้ซื้อทรัพย์ พระราชกำหนดดังกล่าวในมาตรา 31 จัตวา จึงบัญญัติว่า การเพิกถอนการโอนทรัพย์สินที่ได้ขายตามวิธีที่กำหนดไว้ในมาตรา 30 ทวิ จะกระทำไม่ได้ โจทก์หรือบุคคลใด ๆ จึงไม่มีสิทธิฟ้องเพิกถอนการโอน รวมทั้งไม่อาจฟ้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดอันเป็นที่มาของการโอนทรัพย์รายนี้ กรณีไม่มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการประมูลทรัพย์สินดังกล่าวที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ประมูลในวันที่ 21 เมษายน 2543 เป็นโมฆะ และขอให้เปิดประมูลใหม่ตามวิธีการที่ชอบด้วยกฎหมาย
จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง
ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำร้องขอให้จำหน่ายคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ
เมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จแล้ว ศาลชั้นต้นงดสืบพยานจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 แล้ว พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดหรือไม่ เห็นว่า ตามหมายเหตุท้ายพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2541 ระบุเหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ว่า มีความจำเป็นจะต้องแก้ไขปัญหาวิกฤติทางเศรษฐกิจของชาติอย่างรวดเร็วและจำเป็นต้องเร่งรัดให้มีการระดมเงินทุนเพื่อเสริมสร้างสภาพคล่องให้เกิดการหมุนเวียนทางการเงินในระบบเศรษฐกิจและสำหรับสถาบันการเงินที่ไม่อาจดำเนินการต่อไปได้ ให้องค์การปฏิรูประบบสถาบันการเงินเข้าควบคุมเพื่อชำระบัญชีต่อไป ซึ่งในการชำระบัญชีจำเป็นต้องขายทรัพย์สินของสถาบันการเงินนั้นเพื่อมิให้เป็นอุปสรรคในการดำเนินการ จำเป็นต้องมีมาตรการเป็นพิเศษผ่อนคลายจากกรณีปกติทั่วไปเพื่อให้องค์การปฏิรูประบบสถาบันการเงินสามารถดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายให้แล้วเสร็จได้รวดเร็วเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นแก่ผู้ซื้อทรัพย์สินอันเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาวิกฤติทางเศรษฐกิจ จากเหตุผลดังกล่าวแสดงว่าการขายทอดตลาดอาคารพาณิชย์ของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ซึ่งดำเนินการโดยจำเลยที่ 1 เพื่อชำระบัญชีต้องอยู่ภายใต้บังคับของพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงินซึ่งเป็นกฎหมายที่บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ เมื่อกฎหมายดังกล่าวในมาตรา 31 จัตวา บัญญัติว่า การเพิกถอนการโอนทรัพย์สินที่ได้ขายตามวิธีที่กำหนดไว้ในมาตรา 30 ทวิ จะกระทำไม่ได้ โจทก์หรือบุคคลใด ๆ จึงไม่มีสิทธิฟ้องเพิกถอนการโอนรวมทั้งไม่อาจฟ้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดอันเป็นที่มาของการโอนทรัพย์รายนี้ด้วย กรณีจึงไม่มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

คู่ความ
โจทก์ - นายประวิทย์ เงินแย้ม
จำเลย - องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน(ปรส.) กับพวก
กฎหมายที่อ้าง
พระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540
องค์คณะ
ตรีวุฒิ สาขากร
พิทักษ์ คงจันทร์
เฉลียว พลวิเศษ
ศาลชั้นต้น/อุทธรณ์
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นายพิสิฐ ธรรมกุล
ศาลอุทธรณ์ - นางวาสนา หงส์เจริญ
หมายเลขคดี
หมายเลขคดีดำ - พ3327/2543
หมายเลขคดีแดง - พ8582/2545

ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว

ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหาฎีกาอื่นข้อกฎหมายและมาตรา