ฎีกา ปี พ.ศ. 2540

ฎีกาที่ 4802/2540

คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)

เมื่อมีประกาศใช้พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่เขตพระโขนงเขตยานนาวาเขตปทุมวันเขตบางรักเขตสัมพันธ์วงศ์เขตป้อมปราบศัตรูพ่ายเขตพระนครเขตดุสิตเขตบางเขนเขตพญาไทและเขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานครพ.ศ.2530ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่16มิถุนายน2530เป็นต้นไปมีกำหนด5ปีกำหนดให้อสังหาริมทรัพย์ในท้องที่ดังกล่าวภายในแนวเขตตามแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกาอยู่ในเขตที่จะเวนคืนเพื่อสร้างทางพิเศษระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนโดยให้ผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทยจำเลยที่2เป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์เจ้าหน้าที่ของจำเลยทั้งสองได้ทำการสำรวจที่ดินโฉนดเลขที่1948ของโจทก์ซึ่งอยู่ในเขตที่จะเวนคืนและได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อทำหน้าที่กำหนดราคาเบื้องต้นคณะกรรมการฯได้วางหลักเกณฑ์การคิดค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ที่จะเวนคืนโดยมีมติให้ใช้บัญชีราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมพ.ศ.2535ในการคิดค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนเมื่อเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่2ได้ทำการสำรวจที่ดินของโจทก์แล้วซึ่งเป็นการสำรวจก่อนที่พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนพ.ศ.2530จะสิ้นอายุในวันที่16มิถุนายน2535ต่อมาเมื่อพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่เขตจตุจักรเขตบางซื่อ ฯลฯพ.ศ.2535กำหนดให้อสังหาริมทรัพย์ในท้องที่ดังกล่าวภายในแนวเขตตามแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกาอยู่ในเขตที่จะเวนคืนเพื่อสร้างทางพิเศษระบบรถไฟขนส่งมวลชนประกาศใช้อันมีผลบังคับใช้ในวันที่29สิงหาคม2535โดยกำหนดให้จำเลยที่2เป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนเช่นเดียวกับพระราชกฤษฎีกาฉบับก่อนซึ่งเหตุผลในการออกพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนพ.ศ.2535ก็เนื่องจากการเวนคืนที่ดินตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนพ.ศ.2530ยังไม่แล้วเสร็จดังนั้นพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนพ.ศ.2535จึงเป็นพระราชกฤษฎีกาที่ออกต่อเนื่องในกิจการเดียวกันทั้งนี้เมื่อไม่มีการกำหนดแนวเวนคืนเพิ่มหรือเปลี่ยนแปลงแนวเวนคืนเดิมจึงไม่มีเหตุจำเป็นอย่างใดที่จำเลยที่2จะต้องดำเนินการสำรวจที่ดินของโจทก์ใหม่อีกเพราะจำเลยที่2ได้ดำเนินการไปเรียบร้อยตามอำนาจหน้าที่โดยมีกฎหมายรองรับอยู่โดยชอบแล้วในขณะนั้นแล้วนอกจากนั้นในการคิดค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ที่ถูกเวนคืนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกาเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนพ.ศ.2535ได้แต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นและจำนวนเงินค่าทดแทนแล้วซึ่งคณะกรรมการได้ถือเอาราคาตามบัญชีราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมพ.ศ.2535มาเป็นราคาเบื้องต้นที่กำหนดสำหรับที่ดินของโจทก์และจำเลยทั้งสองกำหนดให้ใช้บัญชีราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมพ.ศ.2535อันเป็นราคาประเมินที่สูงกว่าและจำเลยทั้งสองเห็นว่าเป็นธรรมแก่โจทก์ซึ่งโจทก์ก็ได้ตกลงทำสัญญาซื้อขายกับจำเลยตามมาตรา10แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ.2530ดังนั้นถือได้ว่าจำเลยได้ปฏิบัติตามขั้นตอนในการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์แล้วสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ซึ่งอยู่ในเขตที่จะเวนคืนจึงชอบด้วยกฎหมายเพราะหลังจากได้ปฏิบัติตามขั้นตอนมาดังกล่าวแล้วสัญญาซื้อขายนั้นก็ได้กระทำในขณะที่พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนพ.ศ.2535ใช้บังคับโดยจำเลยที่2มีฐานะเป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนมีอำนาจทำสัญญาซื้อขายดังกล่าวกับโจทก์ได้ตามมาตรา10แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ.2530ซึ่งถ้าโจทก์เห็นว่าค่าทดแทนตามสัญญาดังกล่าวไม่เป็นธรรมก็ยังมีบทบัญญัติของกฎหมายกำหนดวิธีแก้ไขให้โจทก์ขอความเป็นธรรมต่อไปได้โดยยื่นอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและถ้ายังไม่พอใจในคำวินิจฉัยของรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีมิได้วินิจฉัยในกำหนดเวลาโจทก์ก็ยังมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลได้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา25และ26แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ.2530สัญญาซื้อขายดังกล่าวจึงไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายและไม่ตกเป็นโมฆะ

คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)

โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2530 รัฐบาลได้ประกาศใช้พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่ เขตพระโขนง เขตยานนาวา เขตปทุมวัน เขตบางรักเขตสัมพันธ์วงศ์ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เขตพระนคร เขตดุสิตเขตบางเขน เขตพญาไท และเขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2530ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2530 เป็นต้นไปมีกำหนด 5 ปี กำหนดให้อสังหาริมทรัพย์ในท้องที่ดังกล่าวภายในแนวเขตตามแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกาอยู่ในเขตที่จะเวนคืนเพื่อสร้างทางพิเศษระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน สายพระโขนง-หัวลำโพง-บางซื่อและสายสาธร-ลาดพร้าวโดยให้จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ ที่ดินโฉนดเลขที่ 1948 เนื้อที่ 8 ไร่ 1 งาน52 ตารางวา ของโจทก์ทั้งสองอยู่ในเขตที่จะเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวทั้งแปลง เจ้าหน้าที่เวนคืนได้ทำการสำรวจรังวัดและมีการประกาศกำหนดราคาเบื้องต้นและจำนวนเงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์แล้ว แต่ยังไม่ได้มีการตกลงทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในเขตจะเวนคืนจนกระทั่งพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวหมดอายุลงถือว่าการดำเนินการเกี่ยวกับการที่จะเวนคืนซึ่งได้กระทำมาแล้วเป็นอันสิ้นผลไปด้วย หลังจากนั้นอีก 2 เดือนเศษ รัฐบาลได้ประกาศใช้พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่เขตจตุจักร เขตบางซื่อ เขตดุสิต เขตพญาไท เขตพระนครเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เขตสัมพันธวงศ์ เขตปทุมวัน เขตบางรักเขตสาธร เขตคลองเตย เขตพระโขนง เขตห้วยขวาง และเขตราชเทวีกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2535 กำหนดให้อสังหาริมทรัพย์ในท้องที่ดังกล่าวภายในแนวเขตตามแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกาอยู่ในเขตที่จะเวนคืนเพื่อสร้างทางพิเศษระบบรถไฟขนส่งมวลชนสายบางซื่อ-หัวลำโพง-พระโขนง และสายลาดพร้าว-สาธรโดยให้จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ เริ่มใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2535 เป็นต้นไป มีกำหนด 4 ปีที่ดินโฉนดเลขที่ 1948 ของโจทก์ทั้งสองอยู่ในเขตที่จะเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ทั้งแปลง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อทำหน้าที่กำหนดราคาเบื้องต้นและจำนวนเงินค่าทดแทนของอสังหาริมทรัพย์ที่จะเวนคืน แต่คณะกรรมการดังกล่าวยังไม่ได้กำหนดและประกาศจำนวนเงินค่าทดแทนเบื้องต้นสำหรับที่ดินของโจทก์ทั้งสอง จำเลยทั้งสองได้กระทำการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ใช้อำนาจเรียกโจทก์ทั้งสองให้มาตกลงทำสัญญารับเงินค่าทดแทนตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 โดยอ้างว่าเป็นการดำเนินการเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน พ.ศ. 2530โจทก์ทั้งสองไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ จำเป็นต้องทำสัญญาลงวันที่29 มกราคม 2536 รับเงินค่าทดแทนที่จำเลยทั้งสองจ่ายให้ไปก่อนโดยสงวนสิทธิที่จะอุทธรณ์ค่าทดแทน การที่จำเลยทั้งสองให้โจทก์ทั้งสองทำสัญญารับเงินค่าทดแทนที่ดินโดยอ้างพระราชกฤษฎีกาที่หมดอายุไปแล้ว โดยไม่รอให้คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯที่ได้รับการแต่งตั้งตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน พ.ศ. 2535 ประกาศราคาเบื้องต้นฯ สำหรับที่ดินของโจทก์ทั้งสองเสียใหม่เป็นการขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมายสัญญาระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยทั้งสองลงวันที่ 29 มกราคม 2536จึงตกเป็นโมฆะไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย ขอให้พิพากษาว่าสัญญาฉบับดังกล่าวเป็นโมฆะ แล้วให้จำเลยทั้งสองดำเนินการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ทั้งสองใหม่ตามบทบัญญัติของกฎหมายจำเลยทั้งสองให้การว่า การสำรวจรังวัดและการประกาศราคาเบื้องต้นของที่ดินโจทก์ทั้งสองนั้น ได้ดำเนินการโดยชอบและเสร็จสิ้นแล้วก่อนที่พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน พ.ศ. 2530 จะหมดอายุลง ส่วนการตกลงซื้อขายและการจ่ายเงินค่าทดแทนแก่เจ้าของอสังหาริมทรัพย์นั้น เป็นอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ที่จะดำเนินการต่อไปตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 ซึ่งเป็นอีกขั้นตอนหนึ่งแยกต่างหากจากกันการดำเนินการเพื่อเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในโครงการดังกล่าวยังคงมีที่ดินอีกบางส่วนที่ยังไม่ได้สำรวจรังวัดและประกาศราคาเบื้องต้นแต่พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน พ.ศ. 2530หมดอายุลงเสียก่อนรัฐบาลจึงได้ตราพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน พ.ศ. 2535 เพื่อให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการสำรวจรังวัดและประกาศราคาเบื้องต้นสำหรับที่ดินที่ยังมิได้ดำเนินการดังกล่าว ซึ่งเป็นการดำเนินการเวนคืนต่อเนื่องจากพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน พ.ศ. 2530ประกอบกับในวันที่โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสองตกลงทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในเขตเวนคืนฉบับลงวันที่ 29 มกราคม 2536นั้น อยู่ในระหว่างใช้บังคับพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน พ.ศ. 2535 จำเลยทั้งสองย่อมมีอำนาจทำสัญญากับโจทก์ทั้งสองได้ สัญญาฉบับดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมายไม่ตกเป็นโมฆะ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 223 ทวิศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าโจทก์ทั้งสองเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นเจ้าของรวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 1948 เนื้อที่ 8 ไร่ 1 งาน 52 ตารางวาเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2530 รัฐบาลได้ประกาศใช้พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่เขตพระโขนงเขตยานนาวา เขตปทุมวัน เขตบางรัก เขตสัมพันธวงศ์เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เขตพระนคร เขตดุสิต เขตบางเขน เขตพญาไทและเขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2530 กำหนดให้อสังหาริมทรัพย์ในท้องที่ตามแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกาอยู่ในเขตที่จะเวนคืนเพื่อสร้างทางพิเศษระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนสายพระโขนง-หัวลำโพง-บางซื่อ และสายสาธร-ลาดพร้าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2530 เป็นต้นไป มีกำหนด5 ปี โดยให้จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1948 อยู่ในเขตที่จะเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวทั้งแปลงเจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 2ได้ทำการสำรวจและรังวัดที่ดินของโจทก์เสร็จสิ้นแล้ว คณะกรรมการซึ่งได้รับแต่งตั้งโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยตามคำสั่งที่ 953/2534 ลงวันที่ 25 ธันวาคม 2534 ได้ลงมติในการประชุมครั้งที่ 6/2535 เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2535 ให้ใช้บัญชีราคาประเมินทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมของกรมที่ดินปี 2535 เป็นเกณฑ์กำหนดค่าทดแทนที่ดินวันที่ 30 เมษายน 2535 คณะกรรมการดังกล่าวได้ลงมติในการประชุมครั้งที่ 7/2535 ให้กำหนดค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 1948ตารางวาละ 25,000 บาท เป็นเงิน 83,800,000 บาท กำหนดค่าทดแทนไม้ยืนต้น 8 รายการ เป็นเงิน 12,130 บาท รวมเป็นเงินค่าทดแทนทั้งสิ้น 83,812,130 บาท และได้ประกาศราคาเบื้องต้นตามจำนวนเงินค่าทดแทนที่ลงมติไว้ดังกล่าว แต่ยังไม่ได้มีการทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ซึ่งอยู่ในเขตที่จะเวนคืน จนกระทั่งพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน พ.ศ. 2530 หมดอายุลงจากนั้นเจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 2 มีหนังสือลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2535 แจ้งให้โจทก์ทั้งสองไปติดต่อขอรับเงินค่าทดแทนโดยการทำสัญญา แต่โจทก์ทั้งสองไม่ไปติดต่อภายในเวลาที่กำหนดไว้ในหนังสือดังกล่าว ต่อมาวันที่ 28 สิงหาคม 2535รัฐบาลได้ประกาศใช้พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่เขตจตุจักร เขตบางซื่อ เขตดุสิต เขตพญาไทเขตพระนคร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เขตสัมพันธวงศ์ เขตปทุมวันเขตบางรัก เขตสาธร เขตคลองเตย เขตพระโขนง เขตห้วยขวางและเขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2535 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2535 เป็นต้นไป มีกำหนด 4 ปี กำหนดให้ที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในท้องที่ตามแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวอยู่ในเขตที่จะเวนคืนเพื่อสร้างทางพิเศษระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนสายบางซื่อ-หัวลำโพง-พระโขนง และสายลาดพร้าว-สาธรโดยให้จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าหน้าที่เวนคืน สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 1948 ของโจทก์ทั้งสองก็อยู่ในเขตที่จะเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวทั้งแปลงเช่นเดียวกัน ต่อมาเมื่อวันที่29 มกราคม 2536 โจทก์ทั้งสองตกลงทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์โฉนดที่ดินเลขที่ 1948 ซึ่งอยู่ในเขตที่จะเวนคืนในโครงการดังกล่าวกับจำเลยทั้งสอง เพื่อขอรับเงินค่าทดแทนที่ดินและไม้ยืนต้นจำนวน83,812,130 บาท ไปก่อน โดยสงวนสิทธิที่จะอุทธรณ์ค่าทดแทนตามเอกสารหมาย จ.5 หรือ ล.10 เกี่ยวกับเรื่องนี้เจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 2 มีหนังสือลงวันที่ 3 กุมภาพันธ์2536 แจ้งให้โจทก์ทั้งสองมารับเงินตามที่ได้ทำสัญญาไว้ โจทก์ทั้งสองได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินและไม้ยืนต้นจำนวน 83,812,130 บาทจากจำเลยทั้งสองแล้วเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2536 และโจทก์ทั้งสองส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 1948 ให้จำเลยทั้งสองในวันเดียวกันโจทก์ทั้งสองยื่นอุทธรณ์ค่าทดแทนที่ดินต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2536 แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยไม่ได้วินิจฉัยให้เสร็จสิ้นภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2537 โจทก์ทั้งสองได้รับผลการวินิจฉัยของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยให้เพิ่มค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสองอีก ต่อมาโจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องจำเลยนี้เป็นคดีหมายเลข ปค.185/2538 ขอเรียกค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้น แล้วโจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตคดีมีปัญหาข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองที่ต้องวินิจฉัยเพียงประการเดียวว่า สัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ซึ่งอยู่ในเขตที่จะเวนคืน ฉบับลงวันที่ 29 มกราคม 2536 ตามเอกสารหมาย จ.5หรือ ล.10 ฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือไม่ โจทก์ทั้งสองอ้างว่าพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน พ.ศ. 2535 ซึ่งมีผลใช้บังคับอยู่ในขณะที่จำเลยทั้งสองตกลงทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์กับโจทก์ แต่จำเลยทั้งสองมิได้ดำเนินการเวนคืนให้ถูกต้องตามขั้นตอนตามกฎหมาย สัญญาซื้อขายดังกล่าวจึงเป็นโมฆะ ไม่มีผลผูกพันตามกฎหมาย เห็นว่า เมื่อมีประกาศใช้พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน พ.ศ. 2530 เจ้าหน้าที่ของจำเลยทั้งสองได้ทำการสำรวจที่ดินโฉนดเลขที่ 1948 ของโจทก์ทั้งสองซึ่งอยู่ในเขตที่จะเวนคืนและได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อทำหน้าที่กำหนดราคาเบื้องต้น คณะกรรมการฯ ได้วางหลักเกณฑ์การคิดค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ที่จะเวนคืนโดยมีมติให้ใช้บัญชีราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมพ.ศ. 2535 ในการคิดค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืน เมื่อเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ได้ทำการสำรวจที่ดินของโจทก์ทั้งสองแล้ว ซึ่งเป็นการสำรวจก่อนที่พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนพ.ศ. 2530 จะสิ้นอายุในวันที่ 16 มิถุนายน 2535 ต่อมาเมื่อพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน พ.ศ. 2535ประกาศใช้อันมีผลบังคับใช้ในวันที่ 29 สิงหาคม 2535 โดยกำหนดให้จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนเช่นเดียวกับพระราชกฤษฎีกาฉบับก่อน ซึ่งเหตุผลในการออกพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน พ.ศ. 2535 ก็เนื่องจากการเวนคืนที่ดินตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน พ.ศ. 2530ยังไม่แล้วเสร็จ ดังนั้น พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน พ.ศ. 2535 จึงเป็นพระราชกฤษฎีกาที่ออกต่อเนื่องในกิจการเดียวกัน ทั้งนี้จะเห็นว่าไม่มีการกำหนดแนวเวนคืนเพิ่มหรือเปลี่ยนแปลงแนวเวนคืนเดิม จึงไม่มีเหตุจำเป็นอย่างใดที่จำเลยที่ 2 จะต้องดำเนินการสำรวจที่ดินของโจทก์ทั้งสองใหม่อีกเพราะจำเลยได้ดำเนินการไปเรียบร้อยแล้ว ตามอำนาจหน้าที่โดยมีกฎหมายรองรับอยู่โดยชอบแล้วในขณะนั้น นอกจากนั้นในการคิดค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ทั้งสองที่ถูกเวนคืนก็ได้ความว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน พ.ศ. 2535 ได้แต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นและจำนวนเงินค่าทดแทนแล้วซึ่งคณะกรรมการได้ถือเอาราคาตามบัญชีราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมพ.ศ. 2535 มาเป็นราคาเบื้องต้นที่กำหนดสำรับที่ดินของโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสองกำหนดให้ใช้บัญชีราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม พ.ศ. 2535อันเป็นราคาประเมินที่สูงกว่า และจำเลยทั้งสองเห็นว่าเป็นธรรมแก่โจทก์ทั้งสอง ซึ่งโจทก์ทั้งสองก็ได้ตกลงทำสัญญาซื้อขายตามเอกสารหมาย จ.5 หรือ ล.10 กับจำเลยตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ดังนั้นถือได้ว่าจำเลยได้ปฏิบัติตามขั้นตอนในการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ทั้งสองแล้ว สัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ซึ่งอยู่ในเขตที่จะเวนคืนตามเอกสารหมาย จ.5 หรือ ล.10 จึงชอบด้วยกฎหมายเพราะหลังจากได้ปฏิบัติตามขั้นตอนมาดังกล่าวแล้วสัญญาซื้อขายนั้นก็ได้กระทำในขณะที่พระราชกฤษฎีกาเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนพ.ศ. 2535 ใช้บังคับ โดยจำเลยที่ 2 มีฐานะเป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนมีอำนาจทำสัญญาซื้อขายดังกล่าวกับโจทก์ได้ตามมาตรา 10แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530ซึ่งถ้าโจทก์ทั้งสองเห็นว่าค่าทดแทนตามสัญญาดังกล่าวไม่เป็นธรรมก็ยังมีบทบัญญัติของกฎหมายกำหนดวิธีแก้ไขเยียวยาให้โจทก์ทั้งสองขอความเป็นธรรมต่อไปได้อีก โดยยื่นอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และถ้ายังไม่พอใจในคำวินิจฉัยของรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีมิได้วินิจฉัยในกำหนดเวลา โจทก์ทั้งสองก็ยังมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลได้อีก ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 25 และ 26แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530สัญญาซื้อขายดังกล่าวไม่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายไม่ตกเป็นโมฆะตามที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

คู่ความ
โจทก์ - นาย พัว รอดเงิน กับพวก
จำเลย - การทางพิเศษแห่งประเทศไทย กับพวก
กฎหมายที่อ้าง
พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 — ม. 10, ม. 25, ม. 26
พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่เขตพระโขนง เขตยานนาวา เขตปทุมวัน เขตบางรัก เขตสัมพันธวงศ์ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เขตพระนคร เขตดุสิต เขตบางเขน เขตพญาไท และเขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร พ.ศ.2530
พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่เขตจตุจักร เขตบางซื่อ เขตดุสิต เขตพญาไท เขตพระนคร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เขตสัมพันธวงศ์ เขตปทุมวัน เขตบางรัก เขตสาธร เขตคลองเตย เขตพระโขนง เขตห้วยขวาง และเขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร พ.ศ.2535
องค์คณะ
กนก พรรณรักษา
สุรินทร์ นาควิเชียร
ถวิล อินทรักษา

ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว

ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหาฎีกาอื่นข้อกฎหมายและมาตรา