ฎีกา ปี พ.ศ. 2540 แพ่ง

ฎีกาที่ 4805/2540

คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)

โจทก์ประกอบกิจการแพปลารับซื้อสัตว์น้ำจากผู้ประกอบอาชีพประมงลักษณะการประกอบกิจการของโจทก์นอกจากรับซื้อสัตว์น้ำแล้วโจทก์ยังให้ยืมเงินและทดรองจ่ายค่าใช้จ่ายและค่าอุปกรณ์เกี่ยวกับเรือประมงของผู้ซึ่งนำสัตว์น้ำมาขายแก่โจทก์การชำระคืนตกลงให้หักเอาจากค่าปลาหรือสัตว์น้ำที่นำมาขายจำเลยเป็นเจ้าของเรือประมง4ลำและเป็นผู้นำปลามาขายแก่โจทก์โดยโจทก์ให้จำเลยยืมเงินและทดรองจ่ายจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆเกี่ยวกับประมงของจำเลยไปก่อนเมื่อจำเลยนำสัตว์น้ำมาขายแก่โจทก์โจทก์จึงคิดหักหนี้เงินที่จำเลยรับล่วงหน้าและทดรองจ่ายไปดังนี้นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยดังกล่าวมิใช่เป็นการกู้ยืมแต่เป็นการรับเงินไปเป็นทุนหมุนเวียนในการทำการประมงของจำเลยกล่าวคือโจทก์รับดำเนินการในภาระต่างๆที่เกี่ยวข้องเฉพาะกับเรือประมงที่จะออกทะเลโดยมุ่งที่จะซื้อสัตว์น้ำจากเรือของจำเลยสำหรับค่าใช้จ่ายต่างๆที่โจทก์ออกไปจะนำมาหักกับค่าซื้อขายสัตว์น้ำที่เรือแต่ละลำได้มาต่างกับการกู้ยืมเงินทั่วๆไปที่ไม่มีข้อผูกมัดว่าจะต้องใช้จ่ายเงินได้เฉพาะเรื่องและถือเอาผลประโยชน์จากดอกเบี้ยเป็นสำคัญนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทนประเภทหนึ่งเป็นนิติกรรมที่ไม่มีแบบย่อมสมบูรณ์ด้วยการแสดงเจตนาและฟ้องร้องบังคับกันได้โดยไม่จำต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือมาแสดงโจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบกิจการแพปลาชื่อ "แพปลาสรินนา"รับซื้อสัตว์น้ำจากผู้ประกอบอาชีพประมง ซึ่งตามประเพณีปฏิบัติผู้ประกอบกิจการแพปลาจะให้เจ้าของเรือประมงยืมเงินและทดรองจ่ายค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เกี่ยวกับเรือประมงไปก่อนโดยเจ้าของเรือประมงยอมให้หักหนี้เอาจากเงินค่าสัตว์น้ำที่ขายได้ในแต่ละเที่ยว จำเลยเป็นเจ้าของเรือประมง 4 ลำซึ่งนำสัตว์น้ำไปขายที่แพปลาของโจทก์ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 2537ถึงเดือนพฤษภาคม 2538 จำเลยค้างชำระเงินยืมและเงินที่โจทก์ทดรองจ่ายค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเรือประมงของจำเลยรวมเป็นเงิน800,504 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะไม่มีหลักฐานการกู้ยืมเงินเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลย จำเลยไม่เคยกู้ยืมหรือค้างชำระเงินโจทก์ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 800,504 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลย อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ ภาค 3 พิพากษายืนจำเลย ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์ประกอบกิจการแพปลาชื่อ "แพปลาสรินนา" รับซื้อสัตว์น้ำจากผู้ประกอบอาชีพประมง ลักษณะการประกอบกิจการของโจทก์นอกจากรับซื้อสัตว์น้ำแล้วโจทก์ยังให้ยืมเงิน และทดรองจ่ายค่าใช้จ่ายและค่าอุปกรณ์เกี่ยวกับเรือประมงของผู้ซึ่งนำสัตว์น้ำมาขายแก่โจทก์ การชำระคืนตกลงให้หักเอาจากค่าปลาหรือสัตว์น้ำที่นำมาขายจำเลยเป็นเจ้าของเรือประมง 4 ลำ และเป็นผู้นำปลามาขายแก่โจทก์โดยโจทก์ให้จำเลยยืมเงินและทดรองจ่ายค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เกี่ยวกับเรือประมงของจำเลยไปก่อน เมื่อจำเลยนำสัตว์น้ำมาขายแก่โจทก์โจทก์จึงคิดหักหนี้เงินที่จำเลยรับล่วงหน้าและทดรองจ่ายไปมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยฎีกาว่าโจทก์ฟ้องจำเลยเรื่องกู้ยืมเงินแต่ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยดังกล่าว มิใช่เป็นการกู้ยืมแต่เป็นการรับเงินไปเป็นทุนหมุนเวียนในการทำการประมงของจำเลย กล่าวคือ โจทก์รับดำเนินการในภาระต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเฉพาะกับเรือประมงที่จะออกทะเลโดยมุ่งที่จะซื้อสัตว์น้ำจากเรือของจำเลย สำหรับค่าใช้จ่ายต่าง ๆที่โจทก์ออกไปจะนำมาหักกับค่าซื้อขายสัตว์น้ำที่เรือแต่ละลำได้มาต่างกับการกู้ยืมเงินทั่ว ๆ ไปที่ไม่มีข้อผูกมัดว่าจะต้องใช้จ่ายเงินได้เฉพาะเรื่อง และถือเอาผลประโยชน์จากดอกเบี้ยเป็นสำคัญนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทนประเภทหนึ่งเป็นนิติกรรมที่ไม่มีแบบกฎหมายมิได้บังคับให้มีหลักฐานเป็นหนังสือย่อมสมบูรณ์ด้วยการแสดงเจตนาและฟ้องร้องบังคับกันได้ โดยไม่จำต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือมาแสดง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ส่วนปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์หรือไม่เพียงใด เห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานจำเลย แต่ได้ความจากโจทก์เบิกความตอบคำถามค้านว่า เอกสารหมาย จ.4 แผ่นที่ 11กับแผ่นที่ 12 เป็นรายการเดียวกัน ดังนั้นหนี้ของจำเลยในส่วนนี้เป็นยอดเดียวกันคือ 12,500 บาท เท่านั้น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยยังคงเป็นหนี้โจทก์ตามใบสั่งซื้อและใบส่งของเอกสารหมาย จ.1ถึง 6 ยกเว้นรายการที่รับฟังข้างต้นเป็นยอดเดียวกัน ซึ่งต้องนำมาหักออกจากจำนวนเงิน 800,504 บาท ตามฟ้อง ดังนั้นจึงเหลือเงินที่จำเลยต้องรับผิดจำนวน 788,004 บาทพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 788,004 บาท แก่โจทก์นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3

ข้อมูลคดี

คู่ความ
โจทก์ - นาง สรินนา สุรเกียรติ
จำเลย - นาย ประกอบ แซ่ตัน
กฎหมายที่อ้าง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ม. 4, ม. 149, ม. 152, ม. 653
องค์คณะ
พิศาล พิริยะสถิต
สุชาติ ถาวรวงษ์
สุประดิษฐ์ หุตะสิงห์

ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว

ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหาฎีกาอื่นข้อกฎหมายและมาตรา