ฎีกา ปี พ.ศ. 2533 แพ่ง

ฎีกาที่ 4814/2533

คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)

จำเลยที่ 1 ขับรถของจำเลยที่ 2 โดยมีจำเลยที่ 2 ซึ่งเมาสุรานั่งไปด้วย ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ขับรถอันเป็นกิจการของจำเลยที่ 2แทนจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 จึงเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวการ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของและผู้ครอบครองรถในขณะเกิดเหตุ ฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ให้ จำเลยที่ 2 รับผิดในฐานะตัวการด้วย ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น โจทก์ไม่ใช่เจ้าของรถจักรยานยนต์ที่เสียหาย จึงไม่ใช่ผู้เสียหาย ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้ทำละเมิดข้อนี้แม้จำเลยมิได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นข้อพิพาทว่าโจทก์มิใช่เจ้าของรถคันเกิดเหตุ แต่เรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย เมื่อปรากฏว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยได้

คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ได้ขับรถที่จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของและผู้ครอบครองไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ด้วยความประมาทเลินเล่อชนรถจักรยานยนต์ที่โจทก์ขับทำให้รถของโจทก์เสียหาย และทำให้โจทก์ได้รับบาดเจ็บสาหัส ขอให้พิพากษาบังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 113,300 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยโจทก์ยื่นคำฟ้องแล้วส่งสำเนาฟ้องให้จำเลยที่ 1 ไม่ได้ โจทก์ไม่แถลงต่อศาลเพื่อดำเนินการต่อไปภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าโจทก์ทิ้งฟ้องให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 มิได้ขับรถด้วยความประมาทเลินเล่อตามที่โจทก์ฟ้องและจำเลยที่ 2 มิใช่นายจ้างของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องสูงเกินความเป็นจริงศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์จำนวน43,186.66 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2528 จนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยที่ 2 ฎีกาศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า การที่รถจำเลยที่ 1 ไม่มีไฟหน้าทำให้โจทก์เพิ่งมองเห็นรถที่จำเลยที่ 1 ขับสวนทางมาในระยะประมาณ 3 วา โจทก์ไม่อาจขับรถหลบได้ทันจึงเกิดชนกัน เมื่อเป็นเช่นนี้หากรถที่จำเลยที่ 1 ขับมีไฟหน้า โจทก์ย่อมมองเห็นรถที่จำเลยที่ 1 ขับได้ในระยะไกล รถโจทก์คงไม่แล่นเข้าไปในทางที่รถจำเลยที่ 1 ขับสวนทางมาแล้วเกิดเหตุชนกันขึ้น และวินิจฉัยว่า ดังนั้นเหตุที่รถของโจทก์กับรถที่จำเลยที่ 1 ขับชนกันแม้จะเกิดจากความประมาทของโจทก์ที่ขับรถเลี้ยงเข้าไปในทางที่รถที่จำเลยที่ 1 ขับแล่นสวนทางมา จึงเกิดจากการที่จำเลยที่ 1 มีส่วนในการกระทำโดยประมาทด้วยอย่างมากส่วนปัญหาว่าจำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1ขับรถของจำเลยที่ 2 โดยมีจำเลยที่ 2 ซึ่งเมาสุรานั่งไปกับรถที่จำเลยที่ 1 ขับถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ขับรถอันเป็นกิจการของจำเลยที่ 2 แทนจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1จึงเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวการ แม้โจทก์จะฟ้องให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์โดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ทำละเมิดไปในทางการที่จ้าง และข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1แต่โจทก์ก็ได้บรรยายฟ้องไว้ด้วยว่าจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของและผู้ครอบครองรถในขณะเกิดเหตุ ฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ให้จำเลยที่ 2 รับผิดในฐานะเป็นตัวการตัวแทนด้วย ซึ่งตัวการต้องร่วมรับผิดกับตัวแทนในผลแห่งละเมิดที่ตัวแทนได้กระทำไปภายในขอบอำนาจแห่งฐานตัวแทน ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวการ จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1จึงไม่เป็นการวินิจฉัยโดยมิชอบปัญหาต่อไปว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายที่เกี่ยวกับรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า รถจักรยานยนต์ที่เสียหายเป็นรถของนางบุญตาซึ่งเป็นป้าของโจทก์ที่โจทก์นำมาใช้แล้วเกิดเหตุรถชนกันจนเสียหายใช้การไม่ได้โจทก์ไม่ใช่เจ้าของจึงมิใช่ผู้เสียหายที่จะเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้ที่ทำละเมิดเป็นเหตุให้รถคันดังกล่าวเสียหายได้และไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ผู้ทำละเมิด แม้ในข้อนี้จำเลยที่ 2 จะมิได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นข้อพิพาทว่าโจทก์มิใช่เจ้าของรถคันเกิดเหตุ แต่ในเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย เมื่อปรากฏว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลฎีกาก็เห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยได้ เมื่อโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายส่วนนี้ โจทก์คงมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากการที่จำเลยที่ 1 ทำละเมิดเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับบาดเจ็บสาหัสได้2 ใน 3 ส่วน เป็นเงิน 36,520 บาทพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 36,520 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันเกิดเหตุคือวันที่ 21 พฤศจิกายน2528 จนกว่าจะชำระเสร็จ

ข้อมูลคดี

คู่ความ
โจทก์ - นายพิศิษฐ์ ปักกาเวสูงฯ
จำเลย - นายสมบูรณ์ พลสงคราม กับพวก
กฎหมายที่อ้าง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ม. 420, ม. 425, ม. 427, ม. 437, ม. 820
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง — ม. 142, ม. 249 วรรคสอง
องค์คณะ
ครีภูมิ สุวรรณโรจน์
มงคล เปาอินทร์
มงคล เปาอินทร์

ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว

ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหาฎีกาอื่นข้อกฎหมายและมาตรา