ฎีกา ปี พ.ศ. 2533 อาญา
ฎีกาที่ 4914/2533
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2521 มีกำหนด 1 เดือน และความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 รวม 5 กระทงจำคุกกระทงละ 2 ปี ความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2521 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนส่วนความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนพิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวและลงโทษจำคุกมีกำหนด 2 ปี ความผิดทั้งสองฐานจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก การที่จำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมานั้นยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นคนรับสมัครไปทำงานและรับเงินค่าบริการจากโจทก์ร่วมและผู้เสียหาย พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมานั้นฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ว่าจำเลยมิได้หลอกลวงโจทก์ร่วมและผู้เสียหาย ทั้งมิได้รับเงินไว้เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง ขอให้ศาลฎีการับฟังพยานเอกสารต่าง ๆ ที่จำเลยส่งมาพร้อมฎีกาและขอให้รอการลงโทษจำเลยนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการฟังพยานหลักฐานและการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้าม จำเลยหลอกลวงว่าสามารถจัดส่งผู้เสียหายไปทำงานต่างประเทศได้ผู้เสียหายแต่ละคนหลงเชื่อจึงมาสมัครงานกับจำเลยและมอบเงินค่าบริการให้ตามที่จำเลยเรียกร้อง โดยกระทำในวันเวลาที่แตกต่างกันรวม 5 ครั้ง แต่ละครั้งจำเลยหลอกลวงประชาชนต่างกลุ่มกันผู้เสียหายแต่ละกลุ่มมาสมัครงานและมอบเงินแก่จำเลยต่างวันเวลากัน เป็นการกระทำโดยเจตนาให้เกิดผลต่อประชาชนแต่ละกลุ่มแยกต่างหากจากกันต่างกรรมต่างวาระ เป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนรวม 5 กระทง.
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 341,343 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2511 มาตรา 7,27 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 4,30, 82 กับให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 438,000 บาท แก่ผู้เสียหายด้วยจำเลยให้การปฏิเสธระหว่างการพิจารณา นายสนิท บำรุงไทย นายสมคิด ศรีชมชื่นนายสุบิน แนวโอโล นายดา นิลพงษ์ นายโอเลี้ยง อาจวงศ์นายศิริชัย รัศมีจันทร์ นายสุดิน พรมเมตตา นายหลวง ประวันทศรีนายเสน่ห์ กระลาม และนายอ่อน ชัยเหนือ ผู้เสียหายร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาตศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2511 มาตรา 7, 27ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 343 และ 91 ลงโทษฐานจัดหางานโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 เดือน ฐานฉ้อโกงประชาชน 5 กรรม จำคุกกรรมละ 2 ปี เป็นจำคุก 10 ปี รวมโทษทั้งหมดจำคุก 10 ปี 1 เดือนให้จำเลยคืนหรือใช้เงินแก่ผู้เสียหายตามที่ผู้เสียหายแต่ละคนต้องเสียหายตามฟ้อง รวมเป็นเงิน 438,000 บาท นอกจากนี้ให้ยกฟ้องจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนนั้นจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรกเพียงกรรมเดียว ลงโทษสำหรับความผิดฐานนี้ จำคุก 2 ปี รวมกับโทษฐานจัดหางานโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นจำคุกจำเลยทั้งสิ้น 2 ปี 1 เดือนนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์จำเลยฎีกาศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยในกระทงความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2511 มีกำหนด 1 เดือน และลงโทษจำเลยในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343รวม 5 กระทง จำคุกจำเลยกระทงละ 2 ปี สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2511 นั้น ศาลอุทธรณ์พิพากษาส่วนความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียว และลงโทษจำคุกจำเลยในกระทงความผิดนี้มีกำหนด 2 ปี จึงเป็นคดีที่ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก และวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่าความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2511 พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมานั้นยังฟังไม่ได้ว่า จำเลยเป็นคนรับสมัครไปทำงานและรับเงินค่าบริการจากโจทก์ร่วมและผู้เสียหาย ส่วนความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนพยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมานั้นฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ว่า จำเลยมิได้หลอกลวงโจทก์ร่วมและผู้เสียหาย ทั้งมิได้รับเงินไว้เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง และขอให้ศาลฎีการับฟังพยานเอกสารต่าง ๆ ที่จำเลยส่งมาพร้อมฎีกา และขอให้รอการลงโทษไว้ เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการฟังพยานหลักฐานและการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทกฎหมายที่กล่างข้างต้นปัญหาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดต่างกรรมกันหรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลย ภริยาจำเลย นายแพงตา และนายเดชต่างได้แยกย้ายกันออกไปชักชวนผู้เสียหายให้มาสมัครงานกับจำเลยโดยหลอกลวงว่าจำเลยสามารถจัดส่งผู้เสียหายไปทำงานในต่างประเทศได้ ผู้เสียหายแต่ละคนหลงเชื่อจึงสมัครงานกับจำเลย และมอบเงินค่าบริการตามที่จำเลยเรียกร้องให้แก่จำเลย ซึ่งการกระทำของจำเลยดังกล่าวจำเลยได้กระทำในวันเวลาที่แตกต่างกันรวม 5 ครั้ง และแต่ละครั้งจำเลยได้หลอกลวงประชาชนต่างกลุ่มกัน และผู้เสียหายแต่ละกลุ่มก็มาสมัครงานและมอบเงินแก่จำเลยต่างวันเวลากัน ศาลฎีกาเห็นว่า การที่จำเลยหลอกลวงประชาชนรวม 5 กลุ่ม ในวันเวลาที่แตกต่างกันเช่นนี้ เห็นได้ว่า จำเลยกระทำโดยมีเจตนาให้เกิดผลต่อประชาชนแต่ละกลุ่มแยกต่างหากจากกัน อันนับว่าเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนรวม5 กระทง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา343 วรรคแรก รวม 5 กระทง จำคุกกระทง 2 ปี สำหรับความผิดฐานนี้รวมจำคุก 10 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัด สมุทรปราการ
โจทก์ - โจทก์ร่วม
โจทก์ - นาย สนิท บำรุง ไทย กับพวก
จำเลย - นาย ทอง ดี หรือ พิสาน ธรมีฤทธิ์ - กฎหมายที่อ้าง
- ประมวลกฎหมายอาญา — ม. 91, ม. 341, ม. 343
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา — ม. 218 วรรคแรก
พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2511 — ม. 7, ม. 27 - องค์คณะ
- อุดม เฟื่องฟุ้ง
พัลลภ พิสิษฐ์สังฆการ
อากาศ บำรุงชีพ
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา