ฎีกา ปี พ.ศ. 2538 แพ่ง
ฎีกาที่ 4922/2538
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
แม้โจทก์จะฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันว่าจ้างให้โจทก์ลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์แต่โจทก์นำสืบได้ความว่าจำเลยที่2ซึ่งเป็นผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดของจำเลยที่1ทำสัญญาแทนจำเลยที่1ศาลฎีกาก็มีอำนาจวินิจฉัยให้จำเลยที่1รับผิดต่อโจทก์ได้ไม่เป็นเรื่องนอกคำฟ้องของโจทก์เพราะเป็นการวินิจฉัยตรงตามประเด็นพิพาทแห่งคดีเนื่องจากในการติดต่อว่าจ้างทำของจำเลยที่1อาจกระทำโดยตนเองหรือโดยมีจำเลยที่2เป็นตัวแทนไปติดต่อทำสัญญากับโจทก์แทนก็ได้จำเลยที่1จะอ้างว่าจำเลยที่2ลงชื่อในสัญญาเป็นเรื่องส่วนตัวหาได้ไม่
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันว่าจ้างให้โจทก์ลงโฆษณารับสมัครพนักงานกับโครงการบ้านและที่ดินให้แก่จำเลยทั้งสองในหนังสือพิมพ์ 2 ฉบับ โดยทำสัญญาว่าจ้างโจทก์2 คราว คราวแรกเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2533 เป็นเงินค่าจ้าง84,600 บาท คราวที่สองเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2533 เป็นเงินค่าจ้าง12,960 บาท รวมเป็นเงินค่าจ้างทั้งหมด 97,560 บาท โจทก์ได้ดำเนินการลงโฆษณาให้ครบถ้วนแล้ว ต่อมาวันที่ 31 ธันวาคม 2533โจทก์ได้ส่งใบแจ้งหนี้ให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ จำเลยทั้งสองได้รับแล้วแต่เพิกเฉย จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันชำระเงินต้นแต่ละจำนวนพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีตามสัญญา นับตั้งแต่วันที่5 มกราคม 2534 และวันที่ 29 ธันวาคม 2533 เป็นต้นไปจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 13,139.28 บาท และ 2,048.20 บาท ตามลำดับ รวมเป็นเงินที่จำเลยทั้งสองจะต้องชำระจำนวน 112,747.48 บาท จึงขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 112,747.48 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินต้น 97,560 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยที่ 1 ให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยที่ 1 ไม่เคยตกลงหรือร่วมกับจำเลยที่ 2 ว่าจ้างโจทก์ให้ลงโฆษณาตามฟ้องสัญญาว่าจ้างโจทก์ทั้งสองคราวมีแต่ชื่อจำเลยที่ 2 เป็นคู่สัญญากับโจทก์เท่านั้น โดยจำเลยที่ 1 ไม่เคยมอบอำนาจเป็นหนังสือหรือวาจาให้จำเลยที่ 2 ทำสัญญาแทนและไม่ได้ให้สัตยาบันแต่อย่างใดสัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าวไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1ไม่เคยรับหนังสือทวงถามจากโจทก์ ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าโฆษณาจำนวน97,560 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนับแต่วันที่ 5 มกราคม 2534 จากเงินต้น 84,600 บาท และนับตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2533 จากเงินต้น 12,960 บาท เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (วันที่ 20 มกราคม 2535)มีจำนวนรวมกันต้องไม่เกิน 15,187.48 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 2จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง (ที่ถูก พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 เสียด้วย)โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริงศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคล มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่อำเภอเมืองเชียงใหม่จังหวัดเชียงใหม่ และสำนักงานสาขาอยู่ที่เลขที่ 88/30ถนนเทศบาลสงเคราะห์ แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานครเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2533 และวันที่ 25 ธันวาคม 2533 จำเลยที่ 2ซึ่งเป็นผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดของจำเลยที่ 1 ได้ลงชื่อในสัญญาว่าจ้างโฆษณากิจการขายอาคารพร้อมที่ดินและการรับสมัครพนักงานซึ่งมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ว่าจ้างตามสัญญาลงโฆษณาเอกสารหมาย จ.5 และ จ.10 รวมเป็นค่าจ้าง 97,560 บาท ซึ่งโจทก์ได้จัดให้มีการลงโฆษณาตามสัญญาดังกล่าว ตามที่ปรากฏในหนังสือพิมพ์เอกสารหมาย จ.6 ถึง จ.9 จ.11 และ จ.12 ต่อมามีการแจ้งหนี้และตรวจสอบการชำระเงินค่าโฆษณาตามเอกสารหมาย จ.14 และ 15 เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2534 จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนเพิ่มเติมสาขาของจำเลยที่ 1 ที่กรุงเทพมหานครตามเอกสารหมาย ล.1ต่อมาวันที่ 11 เมษายน 2534 จำเลยที่ 2 ได้มีหนังสือแจ้งให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องทราบว่า จำเลยที่ 2 ได้ลาออกจากการเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.20 และเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2534จำเลยที่ 1 ได้มีคำส่งปิดสำนักงานของจำเลยที่ 1 สาขากรุงเทพมหานครตามคำสั่งที่ พ.1/2534 ตามเอกสารหมาย จ.21 ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงต่อไปว่า จำเลยที่ 1 ได้ว่าจ้างโจทก์ให้ลงโฆษณาตามสัญญาลงโฆษณาเอกสารหมาย จ.5 และ จ.10 จำเลยที่ 1จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาว่าจ้างลงโฆษณาเอกสารหมาย จ.5 และจ.10 แม้โจทก์จะฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันว่าจ้างให้โจทก์ลงโฆษณา แต่โจทก์นำสืบได้ความว่า จำเลยที่ 2 ทำสัญญาแทนจำเลยที่ 1ศาลฎีกาก็มีอำนาจวินิจฉัยให้จำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ได้ ไม่เป็นเรื่องนอกคำฟ้องของโจทก์ เพราะเป็นการวินิจฉัยตรงตามประเด็นพิพาทแห่งคดี เนื่องจากในการติดต่อว่าจ้างทำของจำเลยที่ 1 อาจกระทำโดยตนเองหรือโดยมีจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนไปติดต่อทำสัญญากับโจทก์แทนก็ได้ จำเลยที่ 1 จะอ้างว่าจำเลยที่ 1เพิ่งจดทะเบียนสาขากรุงเทพมหานครเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2534ตามเอกสารหมาย ล.1 และจำเลยที่ 2 ลงชื่อในสัญญาว่าจ้างลงโฆษณาเป็นเรื่องส่วนตัวหาได้ไม่พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - บริษัท เนชั่น พับลิชชิ่ง กรุ๊ป จำกัด
จำเลย - บริษัท พี.เอส.พรอพเพอตี้แอนด์ดีเวลลอพเม้นท์ จำกัด กับพวก - กฎหมายที่อ้าง
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ม. 587, ม. 797
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง — ม. 142, ม. 183 - องค์คณะ
- อธิราช มณีภาค
มงคล สระฏัน
วุฒิ คราวุฒิ
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา