ฎีกา ปี พ.ศ. 2536 แพ่ง

ฎีกาที่ 4996/2536

คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290เป็นบทบัญญัติที่คุ้มครองเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ข้ออ้างที่ว่าจำเลยยังมีทรัพย์สินอื่นที่ผู้ร้องสามารถบังคับชำระหนี้ได้เป็นข้ออ้างที่ใช้โต้แย้งระหว่างเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาด้วยกันจำเลยผู้เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาจะยกขึ้นโต้แย้งหาได้ไม่

คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)

คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน72,164.04 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17.5 ต่อปี แก่โจทก์แต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินอันเป็นทรัพย์จำนอง เพื่อบังคับชำระหนี้และขายทอดตลาดเมื่อวันที่22 ธันวาคม 2532 ได้เงิน 340,000 บาท ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าจำเลยเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาของผู้ร้อง ตามคดีหมายเลขแดงที่ 707/2530 ของศาลจังหวัดพิจิตร โดยศาลพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 358,321.81 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนับตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน 2529 จนกว่าจะชำระเสร็จ ผู้ร้องได้ดำเนินการบังคับคดีนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินจำเลยและพวกออกขายทอดตลาด แต่ยังไม่พอชำระหนี้ครบถ้วน ยังค้างชำระอยู่จนถึงวันยื่นคำร้องเป็นเงิน 257,682.05 บาท จำเลยไม่มีทรัพย์อื่นใดที่ผู้ร้องจะบังคับชำระหนี้ได้ครบถ้วน ผู้ร้องจึงขอเข้าเฉลี่ยทรัพย์ที่โจทก์นำยึดไว้ในคดีนี้โจทก์ไม่คัดค้าน แต่แถลงว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้จำนองมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่น ขอให้นำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดมาหักชำระหนี้โจทก์ก่อน หากเหลือจึงค่อยเฉลี่ยชำระหนี้ผู้ร้องจำเลยคัดค้านว่า ผู้ร้องใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ที่อ้างว่าจำเลยไม่มีทรัพย์สินอื่นไม่เป็นความจริง ผู้ร้องได้ยึดที่ดินมีโฉนดของจำเลยที่จังหวัดพิจิตรได้ และยังไม่ได้ขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าวมีราคามากกว่าจำนวนหนี้ที่จำเลยเป็นหนี้ผู้ร้องอยู่และคดีนี้เป็นเรื่องบังคับจำนอง หากผู้ร้องจะมีสิทธิก็แต่เพียงขอรับชำระหนี้ในส่วนที่เหลือจากชำระหนี้โจทก์แล้ว ไม่มีสิทธิขอเฉลี่ยทรัพย์ ขอให้ยกคำร้องศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จากเงินที่เหลือจากการขายทรัพย์สินในคดีนี้ภายหลังจากชำระหนี้แก่โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้จำนองแล้ว จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยยังมีทรัพย์สินอย่างอื่นอีกสามารถเอาชำระหนี้ได้ ศาลจะอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยทรัพย์ไม่ได้และผู้ร้องใช้สิทธิโดยไม่สุจริตนั้น เห็นว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลย แม้จะมีทรัพย์สินอย่างอื่นของจำเลยที่ผู้ร้องนำยึดไว้และยังไม่ได้ขายทอดตลาดให้เสร็จสิ้น แต่ถ้าขายทอดตลาดแล้วก็ไม่แน่ว่าจะได้รับเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้ผู้ร้องได้ครบถ้วนหรือไม่ นอกจากทรัพย์สินที่ถูกยึดแล้วจำเลยไม่มีทรัพย์สินอื่นใดอีก และหากให้รอการขายทอดตลาดทรัพย์สินอย่างอื่นที่ผู้ร้องนำยึดไว้เสียก่อนย่อมล่วงเลยกำหนดเวลาที่ผู้ร้องจะยื่นคำขอเข้าเฉลี่ยทรัพย์ในคดีนี้ได้ ถึงอย่างไรก็ตามโจทก์หาได้คัดค้านคำขอเข้าเฉลี่ยทรัพย์ของผู้ร้องแต่อย่างใดไม่ซึ่งตามมาตรา 290 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เป็นบทบัญญัติที่คุ้มครองเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ข้อที่จำเลยอ้างว่า จำเลยยังมีทรัพย์สินอื่นที่ผู้ร้องสามารถบังคับชำระหนี้ได้เป็นข้ออ้างที่ใช้โต้แย้งระหว่างเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาด้วยกัน จำเลยผู้เป็นเจ้าหนี้จะยกขึ้นโต้แย้งหาได้ไม่ และไม่มีเหตุที่จะฟังว่าผู้ร้องใช้สิทธิโดยไม่สุจริตแต่อย่างใด ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จากเงินที่เหลือจากการขายทรัพย์สินในคดีนี้ภายหลังจากชำระหนี้แก่โจทก์ ผู้เป็นเจ้าหนี้จำนองแล้วและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนมานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

คู่ความ
โจทก์ - ธนาคาร สห ธนาคาร จำกัด
ผู้ร้อง - ธนาคาร กสิกร ไทย จำกัด
จำเลย - นาย สนิท นัก ฟ้อน
กฎหมายที่อ้าง
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง — ม. 290
องค์คณะ
ไพโรจน์ คำอ่อน
สมศักดิ์ วิธุรัติ
สมพงษ์ สนธิเณร

ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว

ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหาฎีกาอื่นข้อกฎหมายและมาตรา