ฎีกา ปี พ.ศ. 2538 แพ่ง
ฎีกาที่ 5072/2538
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากบ้านพิพาท แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่า เมื่อประมาณเดือนมกราคม 2528 จำเลยได้เช่าบ้านพิพาทจากโจทก์มีกำหนด 3 ปี โดยมิได้ทำสัญญาเช่าเป็นหนังสือกันไว้ก็ตาม แต่ตามเนื้อหาแห่งคำฟ้องโจทก์มิได้ฟ้องขับไล่จำเลยโดยอาศัยสิทธิแห่งสัญญาเช่าหากแต่เป็นการฟ้องเพื่อใช้สิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของโจทก์จากจำเลยผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1336 เท่านั้น ส่วนที่บรรยายถึงเรื่องที่จำเลยได้เช่าบ้านพิพาทจากโจทก์ก็เป็นเรื่องที่โจทก์เพียงแต่ท้าวความให้เห็นว่าในเบื้องต้นจำเลยเข้าไปอยู่ในบ้านพิพาทโดยอาศัยสิทธิแห่งสัญญาเช่า แต่หลังจากสัญญาเช่าสิ้นสุดลงเมื่อครบกำหนด3 ปีแล้ว จำเลยก็ไม่มีสิทธิที่จะอยู่ในบ้านพิพาทอีกต่อไปการฟ้องคดีดังกล่าวมิได้ตกอยู่ในบังคับของมาตรา 538 ฉะนั้นแม้โจทก์จะไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยโจทก์ก็มีอำนาจฟ้อง
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 148/6 โจทก์ได้ให้จำเลยเช่าบ้านหลังดังกล่าวมีกำหนดเวลา 3 ปี โดยมิได้ทำสัญญาเช่าเป็นหนังสืออัตราค่าเช่าเดือนละ 500 บาท ครบกำหนดโจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยเช่าบ้านของโจทก์อีกต่อไป และบอกกล่าวจำเลยให้ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากบ้านของโจทก์หลายครั้งแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากบ้านหลังดังกล่าว และห้ามเข้าเกี่ยวข้องอีกต่อไปกับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 3,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากบ้านของโจทก์จำเลยให้การว่า บ้านเลขที่ 148/6 ถนนสุรศักดิ์ 1ตำบลศรีราชา อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เป็นบ้านของจำเลยโดยจำเลยซื้อมาจากผู้มีชื่อ จำเลยไม่เคยเช่าบ้านหลังดังกล่าวจากโจทก์ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากบ้านพิพาทเลขที่ 148/6 ถนนสุรศักดิ์ ตำบลศรีราชาจังหวัดชลบุรี ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 3,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกจากบ้านของโจทก์จำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ในประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะโจทก์ฟ้องคดีโดยอาศัยสิทธิเกี่ยวกับการเช่าบ้านพิพาทซึ่งเป็นการเช่าอสังหาริมทรัพย์เมื่อโจทก์กล่าวในฟ้องยอมรับว่าไม่ได้ทำสัญญาเช่าเป็นหนังสือกันไว้ก็เท่ากับยอมรับว่าสัญญาเช่าบ้านพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยฝ่ายที่จะต้องรับผิดเป็นสำคัญนั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่าเมื่อประมาณเดือนมกราคม 2528 จำเลยได้เช่าบ้านพิพาทจากโจทก์มีกำหนด 3 ปี โดยมิได้ทำสัญญาเช่าเป็นหนังสือกันไว้ก็ตามแต่ตามเนื้อหาแห่งคำฟ้องโจทก์มิได้ฟ้องขับไล่จำเลยโดยอาศัยสิทธิแห่งสัญญาเช่าหากแต่เป็นการฟ้องเพื่อใช้สิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของโจทก์จากจำเลยผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 เท่านั้น สำหรับคำฟ้องของโจทก์ที่บรรยายถึงเรื่องที่จำเลยได้เช่าบ้านพิพาทจากโจทก์เมื่อปี 2528 มีกำหนดเวลา 3 ปี ก็เป็นเรื่องที่โจทก์เพียงแต่บรรยายฟ้องท้าวความให้เห็นว่าในเบื้องต้นจำเลยเข้าไปอยู่ในบ้านพิพาทโดยอาศัยสิทธิแห่งสัญญาเช่าซึ่งเป็นสิทธิโดยชอบแต่หลังจากสัญญาเช่าสิ้นสุดลง คือเมื่อครบกำหนด 3 ปีแล้วจำเลยก็ไม่มีสิทธิที่จะอยู่ในบ้านพิพาทของโจทก์อีกต่อไปโจทก์จึงมีสิทธิติดตามและเอาคืนจากจำเลยผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือครอบครอง การฟ้องคดีดังกล่าวมิได้ตกอยู่ในบังคับของมาตรา 538แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังที่จำเลยฎีกา ฉะนั้นแม้โจทก์จะไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยเป็นสำคัญโจทก์ก็มีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยประเด็นนี้ฟังไม่ขึ้น"พิพากษายืน
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - นางสาว เฉลียว พัฒนกูล
จำเลย - นาย สำอาง แย้ม สรวล - กฎหมายที่อ้าง
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ม. 538, ม. 1336
- องค์คณะ
- สุรินทร์ นาควิเชียร
นาม ยิ้มแย้ม
จรัญ หัตถกรรม
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา