ฎีกา ปี พ.ศ. 2537 แพ่ง

ฎีกาที่ 5083/2537

คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)

จำเลยซื้อที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินบางส่วนของที่ดินที่มีข้อกำหนดห้ามโอนไปยังผู้อื่นภายใน 10 ปีจากโจทก์ แม้โจทก์จะได้สละการครอบครองและมอบที่ดินพิพาทให้จำเลยครอบครอง ทั้งมีข้อตกลงว่าจะจดทะเบียนโอนที่ดินให้จำเลยเมื่อพ้นกำหนดห้ามโอนแล้ว ก็เป็นการซื้อมาและเข้าครอบครองภายในกำหนดเวลาห้ามโอน เป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 113 จำเลยจึงไม่มีสิทธิอยู่ในที่พิพาท

คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยพร้อมทั้งบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของโจทก์ และใช้ค่าเสียหายเดือนละ 200 บาทนับแต่วันฟ้องจำเลยให้การว่า จำเลยซื้อที่ดินพิพาทจากโจทก์โดยตกลงกันว่าเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาห้ามโอนแล้ว โจทก์จะไปจดทะเบียนซื้อขายและแบ่งแยกที่ดินให้แก่จำเลยทันที จำเลยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท โดยปลูกบ้านอยู่อาศัยอย่างถาวรและปลูกพืชพันธุ์ต่าง ๆโดยสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นระยะเวลาเกินกว่า1 ปี โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้อง ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับว่า ให้จำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่พิพาทพร้อมทั้งใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ100 บาท นับแต่วันฟ้อง (28 กันยายน 2532 ที่ถูก 29 กันยายน 2532)เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยและบริวารจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่พิพาทจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีคงมีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยว่าสัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์จำเลยเป็นโมฆะหรือไม่ จำเลยฎีกาว่าจำเลยซื้อที่พิพาทมาจากโจทก์เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2528 ซึ่งยังอยู่ในระยะเวลาห้ามโอน โจทก์สละการครอบครองให้จำเลยเข้าครอบครองโดยตกลงกันว่า โจทก์จะไปโอนให้จำเลยเมื่อพ้นกำหนดห้ามโอน สัญญาซื้อขายจึงไม่ต้องห้ามตามกฎหมายนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 31 ห้ามโจทก์ผู้ได้สิทธิครอบครองในที่ดินแปลงพิพาทโอนไปยังผู้อื่นภายใน 10 ปี ดังนั้น ถึงแม้จะฟังว่าจำเลยซื้อที่ดินพิพาทจากโจทก์โดยโจทก์สละการครอบครองก็เป็นการซื้อมาและเข้าครอบครองภายในกำหนดเวลาห้ามโอน เป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 113 แม้จะโอนไปเพียงบางส่วนของที่ดินที่ห้ามโอนและมอบที่ดินพิพาทให้จำเลยครอบครองแล้วทั้งมีข้อตกลงว่าจะจดทะเบียนโอนที่ดินให้จำเลยเมื่อพ้นกำหนดห้ามโอนแล้วก็ไม่อาจทำได้ จำเลยจึงไม่มีสิทธิอยู่ในที่พิพาท โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลย คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

คู่ความ
โจทก์ - นาย จันทร์ ยอด ใส
จำเลย - นาย ชาติ เอี่ยมสันต์
กฎหมายที่อ้าง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ม. 150
ประมวลกฎหมายที่ดิน — ม. 31
องค์คณะ
สกล เหมือนพะวงศ์
พิมล สมานิตย์
ถวิล ตรีเพชร

ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว

ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหาฎีกาอื่นข้อกฎหมายและมาตรา