ฎีกา ปี พ.ศ. 2539 แพ่ง

ฎีกาที่ 513/2539

คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)

แม้คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยแต่งตั้งขึ้นจะได้กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้โจทก์โดยถือเอาบัญชีราคาประเมินทุนทรัพย์ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมกรุงเทพมหานครพ.ศ.2531ถึง2534ของกรมที่ดินซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนฯพ.ศ.2531ใช้บังคับตั้งแต่วันที่23พฤษภาคม2531เนื่องจากมีราคาสูงกว่าราคาของอสังหาริมทรัพย์ที่มีการตีราคาไว้เพื่อประโยชน์แก่การเสียภาษีบำรุงท้องที่ตามที่ได้บัญญัติไว้ในมาตรา9วรรคสี่พ.ศ.2530ซึ่งคณะกรรมการกำหนดราคาต้องถือปฏิบัติตามในขณะนั้นก็ตามแต่เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้แล้วได้มีประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับที่44ข้อ1ยกเลิกความในมาตรา9วรรคสี่โดยให้การกำหนดเงินค่าทดแทนต้องคำนึงถึงราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนตามที่เป็นอยู่ในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา6สภาพและที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์นั้นเหตุและวัตถุประสงค์ของการเวนคืนดังที่ได้บัญญัติไว้ในมาตรา21(1)(4)และ(5)และในข้อ5แห่งประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติดังกล่าวก็ได้บัญญัติให้มีผลใช้บังคับแก่การฟ้องคดียังไม่เสร็จเด็ดขาดในวันที่ประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับนี้ใช้บังคับด้วยดังนั้นเมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์หรือมีคำสั่งให้คณะกรรมการกำหนดราคาพิจารณาเงินค่าทดแทนใหม่ตามหลักเกณฑ์ของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติดังกล่าวศาลย่อมมีอำนาจกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์เพื่อความเป็นธรรมได้ พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนฯพ.ศ.2531กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบบริหารงานของกระทรวงมหาดไทยจำเลยที่2เป็นผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวโดยมีอำนาจในการแต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นของอสังหาริมทรัพย์และมีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนในกรณีใดกรณีหนึ่งตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ.2530อันเป็นหน้าที่ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนฯพ.ศ.2531ย่อมมีความหมายว่าการดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวได้กระทำในฐานะของจำเลยที่2โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่2

คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่197944 แขวงหนองบอน (พระโขนงฝั่งใต้) เขตพระโขนง กรุงเทพมหานครเนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 42 ตารางวา จำเลยทั้งสองมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายเมื่อประมาณ พ.ศ. 2531 มีการออกพระราชกฤษฎีกา กำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่แขวงหนองบอน เขตพระโขนงกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2531 เพื่อประโยชน์สาธารณะในการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมพื้นที่บริเวณด้านทิศตะวันออกของกรุงเทพมหานครปรากฎว่าที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืนทั้งหมด จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนตามพระราชกฤษฎีกาได้กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ตารางวาละ 500 บาท เป็นเงิน 471,000 บาท การกำหนดเงินค่าทดแทนดังกล่าวไม่เหมาะสมและไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ เพราะราคาซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดตารางวาละ 5,000 บาท ถึง 20,000 บาทและเป็นราคาที่ต่ำกว่าราคาที่ประเมินไว้เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมและค่าภาษีในการจดทะเบียนซื้อขายหรือทำนิติกรรมด้วย โดยกรมที่ดินประเมินราคาที่ดินของโจทก์ไว้เป็นเงินจำนวน 1,312,000 บาทวันที่ 25 มีนาคม 2534 โจทก์อุทธรณ์คัดค้านการกำหนดเงินค่าทดแทนของจำเลยที่ 1 ต่อรัฐมนตรีว่าการของจำเลยที่ 2 แต่รัฐมนตรีว่าการของจำเลยที่ 2 มิได้แจ้งผลการวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์แต่อย่างใดที่ดินโจทก์ราคาซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดตารางวาละ11,000 บาท คิดเป็นเงิน 10,362,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงินจำนวน 10,362,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองเพราะจำเลยทั้งสองไม่ใช่เจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ ไม่มีอำนาจหน้าที่ในการเวนคืนที่ดินพิพาท เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2531ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่แขวงหนองบอน เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2531 เพื่อประโยชน์สาธารณะในการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมพื้นที่บริเวณด้านทิศตะวันออกของกรุงเทพมหานคร ต่อมาจำเลยที่ 2 ได้แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อทำหน้าที่กำหนดราคาเบื้องต้นและจำนวนเงินค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ที่จะเวนคืนให้แก่ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทน และคณะกรรมการได้กำหนดค่าทดแทนโดยใช้บัญชีราคาประเมินทุนทรัพย์ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2531ถึง 2534 ของกรมที่ดินและตามตำแหน่งที่ตั้งของที่ดินเป็นรายแปลงที่ดินของโจทก์อยู่ในโซน 48-เอ็น ราคาตารางวาละ 500 บาทการที่จำเลยกำหนดค่าทดแทนที่ดินให้โจทก์เป็นเงิน 471,000 บาทจึงชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมแก่โจทก์และสังคมแล้ว โจทก์ฟ้องคดีเกิน1 ปี นับแต่วันพ้นกำหนด 60 วัน นับแต่วันได้อุทธรณ์ ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้น พิพากษายก ฟ้องโจทก์ อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินแก่โจทก์เพิ่มขึ้นอีก 1,413,000 บาทจำเลย ทั้ง สอง ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรบฟังได้ว่า ที่ดินตามฟ้องโจทก์โฉนดเลขที่ 197944 แขวงหนองบอน (พระโขนงฝั่งใต้)เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 42 ตารางวาได้ถูกเวนคืนทั้งหมดตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จำเวนคืนในท้องที่แขวงหนองบอน เขตพระโขนง กรุงเทพมหานครพ.ศ. 2531 เพื่อประโยชน์สาธารณะในการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมพื้นที่บริเวณด้านทิศตะวันออกของกรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 1ได้จ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินดังกล่าวให้โจทก์ตารางวาละ 500 บาทรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 471,000 บาท โดยอาศัยบัญชีราคาประเมินทุนทรัพย์ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2531ถึง 2534 ของกรมที่ดิน และจำเลยที่ 1 ได้นำเงินค่าทดแทนดังกล่าวไปฝากไว้กับธนาคารออมสิน โจทก์ไม่ยอมรับเงินค่าทดแทนนั้นและได้ใช้สิทธิอุทธรณ์ แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ให้เสร็จสิ้นภายในหกสิบวัน โจทก์จึงฟ้องคดีนี้ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า เงินค่าทดแทนที่ดินที่จำเลยทั้งสองจ่ายให้แก่โจทก์ชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมแก่โจทก์หรือไม่เห็นว่า แม้คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยแต่งตั้งขึ้นจะได้กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้โจทก์โดยถือเอาบัญชีราคาประเมินทุนทรัพย์ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2531 ถึง2534 ของกรมที่ดินซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนฯ พ.ศ. 2531 ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 23พฤษภาคม 2531 เนื่องจากมีราคาสูงกว่าราคาของอสังหาริมทรัพย์ที่มีการตีราคาไว้เพื่อประโยชน์แก่การเสียภาษีบำรุงท้องที่ ตามที่ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 9 วรรคสี่ และมาตรา 21(2)(3) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ซึ่งคณะกรรมการกำหนดราคาต้องถือปฏิบัติตามในขณะนั้น แต่เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้แล้วได้มีประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับที่ 44 ข้อ 1 ยกเลิกความในมาตรา 9 วรรคสี่ โดยให้การกำหนดเงินค่าทดแทนต้องคำนึงถึงราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนตามที่เป็นอยู่ในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา 6 สภาพและที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์นั้นเหตุและวัตถุประสงค์ของการเวนคืน ดังที่ได้บัญญัติไว้ในมาตรา21(1)(4) และ (5) และข้อ 5 ก็ได้บัญญัติให้มีผลใช้บังคับแก่การฟ้องคดียังไม่เสร็จเด็ดขาดในวันที่ประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับนี้ใช้บังคับด้วย ดังนั้นเมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์หรือมีคำสั่งให้คณะกรรมการกำหนดราคาพิจารณาเงินค่าทดแทนใหม่ตามหลักเกณฑ์ของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติดังกล่าว ศาลย่อมมีอำนาจกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์เพื่อความเป็นธรรมได้ ซึ่งการที่คณะกรรมการกำหนดราคาได้กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้โจทก์ตารางวาละ 500 บาท โดยถือเอาบัญชีราคาประเมินทุนทรัพย์ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม กรุงเทพมหานครพ.ศ. 2531 ถึง 2534 ของกรมที่ดินนี้ ย่อมมีราคาต่ำกว่าราคาซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของที่ดินโจทก์ที่ต้องเวนคืนในวันที่พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวรคืนฯ พ.ศ. 2531 ใช้บังคับเพราะราคาประเมินทุนทรัพย์ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมดังกล่าวเป็นราคาคงที่ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เหมือนกับราคาซื้อขายกันในท้องตลาดซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงสูงขึ้นได้ตามภาวะเศรษฐกิจ คดีนี้ได้ความจากโจทก์ว่า ก่อนที่โจทก์จะซื้อที่ดินที่ถูกเวนคืนดังกล่าวจากนายเล็กสกุลพิพัฒน์ ในวันที่ 26 สิงหาคม 2529 นายเล็กได้รับโอนที่ดินนี้ชำระหนี้จำนองจากนางสาวสนิท คชเผือก โดยเจ้าพนักงานได้ประเมินราคาที่ดินเพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมตารางวาละประมาณ 1,392 บาทตามเอกสารหมาย จ.8 จำเลยทั้งสองไม่มีพยานหลักฐานมาสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น พยานเอกสารที่โจทก์อ้างอิงมาจึงมีน้ำหนักเชื่อถือได้ เมื่อคำนึงถึงว่าใน พ.ศ. 2529 ที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืนมีราคาประเมินทุนทรัพย์ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตารางวาละ 1,392 บาท อันเป็นราคาก่อนวันที่พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนฯ พ.ศ. 2531 ใช้บังคับเกือบ 2 ปีเช่นนี้ ราคาซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดระหว่างพ.ศ. 2529 ถึง 2531 ย่อมสูงกว่าราคาประเมินของทางราชการที่คณะกรรมการกำหนดราคาพิจารณามา ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืนเพิ่มขึ้นตารางวาละ 1,500 บาท รวมทั้งแปลงเป็นเงินรวมทั้งสิ้น 1,413,000 บาท ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นราคาใกล้เคียงกับราคาซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดในวันที่พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนฯ พ.ศ. 2531ใช้บังคับจึงเหมาะสมและเป็นธรรมแก่โจทก์แล้ว ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาต่อไปว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 เพราะจำเลยที่ 2 ไม่ใช่เจ้าหน้าที่เวนคืนหรือผู้ได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่ให้เป็นผู้จ่ายเงินทดแทนนั้น เห็นว่า พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนฯ พ.ศ. 2531 กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบบริหารงานของกระทรวงมหาดไทยจำเลยที่ 2เป็นผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว โดยมีอำนาจในการแต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นของอสังหาริมทรัพย์ และมีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนในกรณีใดกรณีหนึ่งตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 อันเป็นหน้าที่ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนฯ พ.ศ. 2531 ย่อมมีความหมายว่ากระทำในฐานะของจำเลยที่ 2 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

คู่ความ
โจทก์ - นาง ประพิมพ์ ลิมานนท์
จำเลย - กรุงเทพมหานคร กับพวก
กฎหมายที่อ้าง
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง — ม. 55
พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 — ม. 9, ม. 21
ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 44 เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์
องค์คณะ
สุทธิ นิชโรจน์
ยรรยง ปานุราช
สุประดิษฐ์ หุตะสิงห์

ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว

ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหาฎีกาอื่นข้อกฎหมายและมาตรา