ฎีกา ปี พ.ศ. 2535 แพ่ง

ฎีกาที่ 519/2535

คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)

จำเลยที่ 2 อพยพออกจากที่ดินพิพาทไปเป็นเวลา 10 ปีเศษโดยไม่ได้ใช้สิทธิเหนือที่ดินพิพาทเลย เป็นการทอดทิ้งทรัพย์ที่ครอบครองไป แม้จะถูกบุคคลอื่นหลอกลวงว่าทางราชการต้องการที่ดินคืน ก็หาใช่เป็นเหตุขัดข้องชั่วคราวมาขัดขวางการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1377 วรรคสองไม่ ที่จำเลยที่ 2 เข้ายึดถือครอบครองที่ดินพิพาทครั้งหลังก็ถูกโจทก์โต้แย้งการครอบครองของจำเลยที่ 2 จึงสิ้นสุดลง

คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ครอบครองเป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 824 จำเลยทั้งสองได้บุกรุกเข้าถือการครอบครองในที่ดินของโจทก์ทั้งแปลงขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง และต้นไม้ที่ปลูกในที่ดินของโจทก์ และชดใช้ค่าเสียหายและค่าขาดประโยชน์ที่ควรจะได้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยจำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินที่จำเลยทั้งสองครอบครองทำประโยชน์เดิมเป็นที่ดินแปลงใหญ่มีสภาพเป็นป่า ต่อมาทางราชการอนุญาตให้ประชาชนที่ยากจนเข้าครอบครองทำประโยชน์โดยแบ่งเป็นแปลงเท่า ๆ กัน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2504 โดยทางราชการออกหลักฐานเป็นใบจอง (น.ส.2) ให้ไว้ จำเลยทั้งสองต่างครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินส่วนของตนตลอดมา จนถึงปี พ.ศ. 2518 นายอิ่นคำ กรุงศรีกำนัน ตำบลแม่หล่ายได้แจ้งให้ประชาชนรวมทั้งจำเลยทั้งสองทราบว่าทางราชการต้องการที่ดินคืน ไม่ให้ประชาชนเข้าทำประโยชน์ต่อไปและให้ออกจากที่ดินจำเลยทั้งสองหลงเชื่อจึงออกจากที่ดินและเฝ้าดูตลอดมาไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดเข้าทำประโยชน์จนถึงต้นปีพ.ศ. 2529 จำเลยทั้งสองรู้ว่าทางราชการมิได้เวนคืนที่ดินเหล่านั้น จึงกลับเข้าครอบครองทำประโยชน์ในส่วนที่เคยครอบครองมา แต่ถูกโจทก์โต้แย้ง หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)ตามฟ้องออกโดยไม่ชอบ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยปลูกสร้างลงในที่ดินของโจทก์ และส่งมอบที่ดินนั้นในสภาพใช้การได้ดีดุจเดิม โดยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสองเอง และห้ามจำเลยทั้งสองกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองของโจทก์ต่อไป คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่าจำเลยที่ 2 ครอบครองที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2504 จนถึงปีพ.ศ. 2518 จึงได้อพยพออกจากที่ดินพิพาทไปเพราะถูกนายอิ่นคำกำนัน หลอกลวงว่าทางราชการต้องการที่ดิน แต่จำเลยที่ 2ก็ได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาทอีกในปี พ.ศ. 2529 การครอบครองจึงไม่สิ้นสุดลงนั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 ออกจากที่ดินพิพาทไปเป็นเวลา 10 ปีเศษ โดยไม่ได้มาใช้สิทธิเหนือที่ดินพิพาทเลยเป็นการทอดทิ้งทรัพย์ที่ครอบครองไป แม้จะถูกบุคคลอื่นหลอกว่าทางราชการต้องการที่ดินคืน ก็หาใช่เป็นเหตุขัดข้องชั่วคราวมาขัดขวางการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1377 วรรคสอง ไม่ ที่จำเลยที่ 2 เข้ายึดถือครอบครองที่ดินพิพาทครั้งหลังก็ถูกโจทก์โต้แย้ง การครอบครองของจำเลยที่ 2 จึงสิ้นสุดลงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

คู่ความ
โจทก์ - นาย ทวี ศักดิ์ ขัติยะวรา
จำเลย - นาย ชาญ ปัดเป่า ฯ กับพวก
กฎหมายที่อ้าง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ม. 1367, ม. 1377
องค์คณะ
สมปอง เสนเนียม
อัมพร เดชศิริ
จเร อำนวยวัฒนา

ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว

ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหาฎีกาอื่นข้อกฎหมายและมาตรา