ฎีกา ปี พ.ศ. 2533 แพ่ง

ฎีกาที่ 5220/2533

คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)

คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งยกคำร้องขอให้พิจารณาคำขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาใหม่ เพื่ออนุญาตให้นำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าผู้ขอเป็นคนยากจน คู่ความย่อมอุทธรณ์ฎีกาต่อไปได้ จำเลยยื่นคำร้องขอนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าจำเลยยากจน แต่ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำฟ้องและคำให้การแล้วว่าจำเลยมีส่วนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทซึ่งจำเลยทำสัญญาจะขายที่ดินส่วนของจำเลยให้โจทก์ในราคาสูงถึง 977,450 บาท ดังนี้แม้จำเลยจะมีพยานหลักฐานเพิ่มเติมอื่นใดก็ไม่อาจรับฟังหักล้างข้อเท็จจริงที่ยุติดังกล่าวแล้วได้ ศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะยกคำร้องของจำเลยเสียได้โดยไม่ต้องไต่สวน.

คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทำสัญญาและจดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 8230 เฉพาะส่วนของจำเลย กับชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ก่อนอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยถึงแก่ความตาย นางสาครบรรพโตบุตรจำเลยยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาตจำเลยยื่นอุทธรณ์พร้อมคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องจำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าจำเลยเป็นคนยากจน ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องจำเลยอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์สั่งให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนแล้วมีคำสั่งใหม่ศาลอุทธรณ์สั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ทั้งสองแก้ฎีกาว่า คำสั่งของศาลอุทธรณ์ที่ยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นเป็นที่สุดแล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคห้านั้นพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอให้พิจารณาคำขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลยใหม่ เพื่ออนุญาตให้นำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าจำเลยเป็นคนยากจนคู่ความย่อมมีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาต่อไปได้ ไม่มีกฎหมายบัญญัติว่าคำสั่งของศาลอุทธรณ์เป็นที่สุดและกรณีนี้ไม่อาจปรับให้เข้ากรณีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคห้า ได้ฎีกาของจำเลยจึงไม่ต้องห้ามแต่ประการใดสำหรับฎีกาของจำเลยที่ขอให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งใหม่นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ตามคำร้องของจำเลยอ้างว่า มีพยานที่จะนำมาแสดงต่อศาลเพื่อให้รับฟังว่าบ้านและที่ดิน (คนละแปลงกับที่ดินพิพาท) มิใช่ของจำเลย พยานหลักฐานของโจทก์ที่อ้างว่าบ้านและที่ดินเป็นของจำเลยเป็นเพียงพยานบอกเล่ารับฟังไม่ได้ แต่ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำฟ้องของโจทก์และตามที่จำเลยยอมรับในคำให้การแล้วว่า จำเลยมีส่วนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกับบุคคลอื่นในที่ดินโฉนดเลขที่ 8230 ตำบลชะแมบ อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เฉพาะส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยนั้น จำเลยทำสัญญาจะขายให้โจทก์ในราคาสูงถึง 977,450 บาท ถึงแม้จำเลยมีพยานหลักฐานเพิ่มเติมอื่นใดก็ไม่อาจรับฟังหักล้างข้อเท็จจริงที่ยุติแล้วดังกล่าวนี้ได้ จึงไม่มีเหตุสมควรที่จะทำการไต่สวนคำร้องของจำเลยแล้วมีคำสั่งใหม่ดังที่จำเลยฎีกาพิพากษายืน หากจำเลยยังติดใจอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น ก็ให้นำเงินค่าธรรมเนียมมาชำระต่อศาลชั้นต้นภายใน 10 วัน นับแต่วันทราบคำพิพากษานี้.

ข้อมูลคดี

คู่ความ
โจทก์ - นาง ทอง ดี เคลือบ ทอง กับพวก
จำเลย - นาย สม จิต ต์ หรือ จิตร ถนอมวงษ์ โดย นางสาคร บรรพ โต
จำเลย - ผู้ เข้า เป็น คู่ความ แทน
กฎหมายที่อ้าง
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง — ม. 21 (4), ม. 84, ม. 156 วรรคสี่, ม. 156 วรรคห้า
องค์คณะ
ชูศักดิ์ บัณฑิตกุล
วินัย กันนะ
ประคนธ์ พันธุ์วิชาติกุล

ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว

ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหาฎีกาอื่นข้อกฎหมายและมาตรา