ฎีกา ปี พ.ศ. 2568

ฎีกาที่ 5294/2568

คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)

แม้ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 91/1 มิได้กำหนดระยะเวลาในการยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้ แต่เจ้าหนี้ก็ต้องยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควรภายหลังจากเจ้าหนี้ได้ทราบถึงคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดหรือได้ทราบถึงหนี้ที่จะต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้หรือหนี้ที่จะต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้เพิ่มเติมด้วย มิใช่ว่าเมื่อมีเหตุสุดวิสัยแล้วเจ้าหนี้จะสามารถยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำขอรับชำระหนี้เมื่อใดก็ได้โดยไม่มีกำหนดระยะเวลา
เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดแล้ว ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ค่าปรับ ค่าเสียหายในการว่าจ้างผู้รับจ้างรายใหม่ ค่าที่ปรึกษาควบคุมงานรายใหม่และค่าควบคุมงานค้างชำระอันเนื่องมาจากการที่จำเลยปฏิบัติผิดสัญญาจ้างจำนวน 78,067,529.71 บาท ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนดเวลาสองเดือนนับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 91 ต่อมาผู้ร้องทราบถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากจำเลยก่อสร้างอาคารไม่เป็นไปตามสัญญาตั้งแต่วันที่ผู้ร้องได้รับแจ้งจากบริษัท ก. ว่าอาคารที่จำเลยก่อสร้างมีข้อบกพร่องของโครงสร้างหลายรายการ และทราบจำนวนค่าเสียหายที่ผู้ร้องต้องชำระให้แก่บริษัท น. เพื่อให้ตรวจสอบโครงสร้างอาคารที่จำเลยก่อสร้างและดำเนินการปรับปรุงแก้ไขโครงสร้างพื้นชั้น G บริเวณลานจอดรถอาคารที่ทำการศาลจังหวัดนครปฐมที่มีความบกพร่องตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2560 และวันที่ 21 ธันวาคม 2561 ซึ่งเป็นวันที่ผู้ร้องลงนามในสัญญาว่าจ้างบริษัท น. เป็นเงินจำนวน 438,840 บาท และ 8,200,000 บาท ตามลำดับ การที่ผู้ร้องเพิ่งมายื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลางเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2565 เพื่อขออนุญาตยื่นขอรับชำระหนี้อันเป็นระยะเวลาภายหลังจากที่ผู้ร้องทราบถึงมูลหนี้ค่าเสียหายที่ผู้ร้องมีสิทธิเรียกร้องเอาแก่จำเลยเพิ่มเติมเป็นเวลาถึง 5 ปี 4 เดือน และ 3 ปี 8 เดือน ตามลำดับ นับแต่วันที่ผู้ร้องทราบถึงมูลหนี้ดังกล่าว จึงเป็นเวลาที่เกินสมควร การทอดเวลาออกไปเนิ่นนานดังกล่าวย่อมไม่เป็นธรรมต่อเจ้าหนี้ทั้งหลายที่ขวนขวายยื่นคำขอรับชำระหนี้ของตนภายในกำหนดเวลา พฤติการณ์แห่งคดีไม่มีเหตุผลอันสมควรที่จะมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ได้ตามมาตรา 91/1

คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2559
ผู้ร้องยื่นคำร้อง ขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องยื่นขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 91/1
เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ยื่นคำคัดค้าน
ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้ว มีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
ผู้ร้องอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตจากศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
ผู้ร้องฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันรับฟังยุติในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2552 ผู้ร้องทำสัญญาว่าจ้างจำเลยดำเนินการก่อสร้างอาคารที่ทำการศาลจังหวัดนครปฐม ศาลอุทธรณ์ภาค 7 อาคารชุดพักอาศัยบ้านพักและสิ่งก่อสร้างประกอบ ต่อมาผู้ควบคุมงานรายงานว่าจำเลยไม่สามารถทำงานแล้วเสร็จตามสัญญาได้ ผู้ร้องมีหนังสือบอกเลิกสัญญากับจำเลยซึ่งจำเลยได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญาแล้วเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2558 เนื่องจากจำเลยไม่สามารถก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาตามสัญญา ผู้ร้องสงวนสิทธิที่จะเรียกค่าเสียหายตามสัญญาแล้ว เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดในวันที่ 14 กรกฎาคม 2559 ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ค่าปรับ ค่าเสียหายและดอกเบี้ยจากการผิดสัญญาก่อสร้างของจำเลยต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และทำการว่าจ้างบริษัท ก. ผู้รับจ้างรายใหม่ให้ก่อสร้างงานส่วนที่เหลือให้แล้วเสร็จ บริษัท ก. เข้าตรวจสอบพื้นที่แล้วพบรอยร้าวของพื้นที่ชั้นล่างอาคารที่ทำการศาล วันที่ 4 พฤษภาคม 2560 ผู้ร้องจึงทำสัญญาว่าจ้างบริษัท น. ให้ตรวจสอบสภาพโครงสร้างอาคารที่ทำการศาลจังหวัดนครปฐม ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พร้อมบ้านพักข้าราชการและสิ่งก่อสร้างประกอบตามรูปและแบบรายการของศาลจังหวัดนครปฐม ผลการตรวจสอบสภาพโครงสร้างพบความเสียหายของโครงสร้างพื้นชั้น G บริเวณลานจอดรถอาคารที่ทำการศาลจังหวัดนครปฐม ผู้ร้องต้องทำการซ่อมแซมบริเวณที่เสียหายให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยก่อนส่งมอบพื้นที่อาคารให้บริษัท ก. เพื่อก่อสร้างต่อไป วันที่ 21 ธันวาคม 2561 ผู้ร้องจึงทำสัญญาว่าจ้างบริษัท น. ให้ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขโครงสร้างพื้นอาคารดังกล่าวรวมเป็นเงินที่ผู้ร้องต้องชำระให้แก่บริษัท น. จำนวน 8,638,840 บาท ผู้ร้องมีหนังสือแจ้งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยชำระหนี้ดังกล่าวแล้ว แต่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เพิกเฉย หนี้ดังกล่าวเป็นผลจากการผิดสัญญาก่อสร้างของจำเลยที่บกพร่องไม่ก่อสร้างให้ถูกต้องตามแบบรายการและแบบวิศวกรรมตามสัญญาระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ผู้ร้องบอกเลิกสัญญาเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2558 การที่ผู้ร้องเพิ่งตรวจพบความเสียหายและทราบจำนวนค่าเสียหายภายหลังครบกำหนดระยะเวลายื่นคำขอรับชำระหนี้เป็นเหตุให้ผู้ร้องไม่อาจนำหนี้ดังกล่าวมายื่นคำขอรับชำระหนี้ได้ทันภายในกำหนดเวลา 2 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด ซึ่งศาลล้มละลายกลางถือว่าเป็นกรณีที่มีเหตุสุดวิสัยและไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ข้อเท็จจริงในส่วนนี้จึงฟังยุติไปตามคำพิพากษาศาลล้มละลายกลาง
ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องประการแรกมีว่า การยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 91/1 เจ้าหนี้จะต้องยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลางภายในกำหนดเวลาอันสมควรหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 91/1 บัญญัติว่า "ถ้าเจ้าหนี้ไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 91 วรรคหนึ่ง ให้เจ้าหนี้มีคำขอโดยทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลว่าเจ้าหนี้ประสงค์จะยื่นคำขอรับชำระหนี้และแสดงถึงเหตุสุดวิสัยที่ตนไม่อาจยื่นคำขอรับชำระหนี้ได้ทันภายในกำหนดเวลา เมื่อศาลเห็นว่ากรณีเป็นเหตุสุดวิสัยและมีเหตุผลอันสมควรที่จะให้เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ ให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้รายนั้นยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด" เช่นนี้ แม้มาตรา 91/1 มิได้กำหนดระยะเวลาในการยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้ แต่การดำเนินคดีล้มละลายมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสะดวกรวดเร็วเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายและลูกหนี้สามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่หรือชำระสะสางหนี้สินให้เสร็จสิ้นได้โดยเร็ว ดังจะเห็นได้จากมาตรา 91 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติให้เจ้าหนี้ซึ่งจะขอชำระหนี้ในคดีล้มละลายจะเป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์หรือไม่ก็ตาม ต้องยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนดเวลาสองเดือนนับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดด้วย หาใช่เจ้าหนี้ของลูกหนี้ในคดีล้มละลายสามารถยื่นคำขอรับชำระหนี้ในเวลาใด ๆ ก็ได้โดยไม่มีกำหนดเวลาไม่ และในกรณีของเจ้าหนี้ที่ไม่สามารถยื่นคำขอรับชำระหนี้ได้ภายในกำหนดเวลาสองเดือนตามมาตรา 91 วรรคหนึ่ง เนื่องจากมีเหตุสุดวิสัยก็เช่นเดียวกัน เมื่อกฎหมายให้โอกาสเจ้าหนี้ดังกล่าวสามารถยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อศาลเมื่อพ้นกำหนดเวลาได้แล้ว เจ้าหนี้ก็ต้องยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควรภายหลังจากเจ้าหนี้ได้ทราบถึงคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดหรือได้ทราบถึงหนี้ที่จะต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้หรือหนี้ที่จะต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้เพิ่มเติมด้วย มิใช่ว่าเมื่อมีเหตุสุดวิสัยแล้วเจ้าหนี้จะสามารถยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำขอรับชำระหนี้เมื่อใดก็ได้โดยไม่มีกำหนดระยะเวลาดังที่ผู้ร้องฎีกา ทั้งนี้เพื่อให้กระบวนการขอรับชำระหนี้เกิดความเป็นธรรมแก่คู่ความทุกฝ่ายทั้งเจ้าหนี้ที่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้แล้วและเจ้าหนี้ที่ประสงค์จะยื่นคำขอรับชำระหนี้เพิ่มเติมเมื่อล่วงพ้นกำหนดระยะเวลาแล้วตามมาตรา 91/1 ที่จำต้องดำเนินการด้วยความรวดเร็วเพื่อให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และศาลใช้ดุลพินิจในการสั่งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้เหล่านี้ได้ในเวลาอันควรซึ่งจะทำให้กระบวนการจัดการทรัพย์สินและหนี้สินของลูกหนี้เสร็จสิ้นไปด้วยความรวดเร็ว ดังนี้ การยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ตามมาตรา 91/1 เจ้าหนี้ก็ต้องยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลางภายในกำหนดระยะเวลาอันสมควรนับแต่เหตุสุดวิสัยที่ทำให้เจ้าหนี้ไม่สามารถยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 91 ได้สิ้นสุดลงแล้วด้วยจึงจะถือว่ามีเหตุผลอันสมควรที่ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายหลังพ้นกำหนดระยะเวลาตามกฎหมายได้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น
ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องประการต่อไปมีว่า การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อศาลล้มละลายกลางเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2565 เป็นการยื่นคำร้องภายในเวลาอันสมควรหรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดแล้ว ต่อมาวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2560 ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ค่าปรับ ค่าเสียหายในการว่าจ้างผู้รับจ้างรายใหม่ ค่าที่ปรึกษาควบคุมงานรายใหม่และค่าควบคุมงานค้างชำระตามที่มีการขยายระยะเวลาตามสัญญาพร้อมดอกเบี้ยอันเนื่องมาจากการที่จำเลยปฏิบัติผิดสัญญาจ้างจำนวน 78,067,529.71 บาท ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ผู้ร้องได้ทราบถึงคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในมูลหนี้ดังกล่าวภายในกำหนดเวลาสองเดือนนับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 91 แล้ว การที่ต่อมาผู้ร้องทำสัญญาจ้างบริษัท น. ให้ตรวจสอบโครงสร้างอาคารที่ทำการศาลจังหวัดนครปฐมและศาลอุทธรณ์ภาค 7 พร้อมบ้านพักข้าราชการและสิ่งก่อสร้างประกอบอันเป็นอาคารที่จำเลยก่อสร้าง เนื่องจากบริษัท ก. ผู้รับจ้างรายใหม่แจ้งว่า อาคารที่จำเลยก่อสร้างมีข้อบกพร่องของโครงสร้างหลายรายการ จากนั้นบริษัท น. เข้าดำเนินการตรวจสอบโครงสร้างอาคารจนแล้วเสร็จและได้ส่งมอบงานตามสัญญาให้แก่ผู้ร้อง ผลการตรวจสอบพบความเสียหายของโครงสร้างพื้นชั้น G บริเวณลานจอดรถอาคารที่ทำการศาลจังหวัดนครปฐม ผู้ร้องจึงทำสัญญาว่าจ้างบริษัท น. ให้ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขโครงสร้างพื้นชั้น G บริเวณลานจอดรถอาคารที่ทำการศาลจังหวัดนครปฐม พฤติการณ์ของผู้ร้องตามที่ได้ความดังกล่าวข้างต้นแสดงให้เห็นว่า ผู้ร้องทราบถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากจำเลยทำการก่อสร้างอาคารไม่เป็นไปตามสัญญาตั้งแต่วันที่ผู้ร้องได้รับแจ้งจากบริษัท ก. ว่าอาคารที่จำเลยก่อสร้างมีข้อบกพร่องของโครงสร้างหลายรายการ และทราบจำนวนค่าเสียหายที่ผู้ร้องต้องชำระให้แก่บริษัท น. เพื่อให้ตรวจสอบโครงสร้างอาคารที่จำเลยก่อสร้างและดำเนินการปรับปรุงแก้ไขโครงสร้างพื้นชั้น G บริเวณลานจอดรถอาคารที่ทำการศาลจังหวัดนครปฐมที่มีความบกพร่องตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2560 และวันที่ 21 ธันวาคม 2561 ซึ่งเป็นวันที่ผู้ร้องลงนามในสัญญาว่าจ้างบริษัท น. เป็นเงินจำนวน 438,840 บาท และ 8,200,000 บาท ตามลำดับแล้ว ผู้ร้องย่อมสามารถยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นขอรับชำระหนี้เพิ่มเติมในมูลหนี้ค่าตรวจสอบค่าเสียหายโครงสร้างอาคารที่จำเลยก่อสร้างได้ตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2560 และในมูลค่าหนี้ค่าเสียหายสำหรับการปรับปรุงแก้ไขโครงสร้างพื้นชั้น G บริเวณลานจอดรถอาคารที่ทำการศาลจังหวัดนครปฐมได้ตั้งแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2561 แล้ว การที่ผู้ร้องเพิ่งมายื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลางเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2565 เพื่อขออนุญาตยื่นขอรับชำระหนี้อันเป็นระยะเวลาภายหลังจากที่ผู้ร้องทราบถึงมูลหนี้ค่าเสียหายที่ผู้ร้องมีสิทธิเรียกร้องเอาแก่จำเลยเพิ่มเติมเป็นเวลาถึง 5 ปี 4 เดือน และ 3 ปี 8 เดือน ตามลำดับนับแต่วันที่ผู้ร้องทราบถึงมูลหนี้ดังกล่าว จึงเป็นเวลาที่เกินสมควร และที่ผู้ร้องฎีกาว่า ผู้ร้องเป็นหน่วยงานของรัฐ การดำเนินการต่าง ๆ ต้องมีรูปแบบการตรวจสอบความถูกต้องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ได้ข้อมูลถูกต้องครบถ้วนและผู้ร้องทราบถึงจำนวนความเสียหายที่แน่นอนในวันที่ 14 สิงหาคม 2562 เมื่อมีการตรวจรับงานก่อสร้างของบริษัท น. นั้น เมื่อการก่อสร้างของจำเลยมีความชำรุดบกพร่องและผู้ร้องได้ทราบถึงความชำรุดบกพร่องดังกล่าวแล้วจนได้มีการว่าจ้างบริษัท น. ให้ทำการตรวจสอบความเสียหายโครงสร้างอาคารที่จำเลยก่อสร้างตลอดจนปรับปรุงแก้ไขโครงสร้างพื้นชั้น G บริเวณลานจอดรถอาคารที่ทำการศาลจังหวัดนครปฐมที่มีความบกพร่อง ย่อมเพียงพอที่ผู้ร้องจะทราบถึงความเสียหายและจำนวนค่าเสียหายที่ได้รับแล้วหาใช่จะต้องสอบถามหน่วยงานภายในต่าง ๆ ของผู้ร้องเพื่อนำมาประกอบการยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำขอรับชำระหนี้ก่อนไม่ นอกจากนี้ที่ผู้ร้องอ้างว่า ผู้ร้องทราบถึงจำนวนความเสียหายที่แน่นอนในวันที่ 14 สิงหาคม 2562 เมื่อมีการตรวจรับงานก่อสร้างของบริษัท น. นั้น ก็ไม่ปรากฏว่า ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อศาลล้มละลายกลางในทันทีที่ผู้ร้องอ้างว่าได้ทราบจำนวนค่าเสียหายดังกล่าวแต่อย่างใดทั้งยังปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปถึง 3 ปี จึงได้ยื่นคำร้องเป็นคดีนี้ การทอดเวลาออกไปเนิ่นนานดังกล่าวย่อมไม่เป็นธรรมต่อเจ้าหนี้ทั้งหลายที่ขวนขวายยื่นคำขอรับชำระหนี้ของตนภายในกำหนดเวลา ส่วนที่ผู้ร้องฎีกาอ้างว่าช่วงเวลาดังกล่าวเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid – 19) อย่างรุนแรง และมีผู้ติดเชื้อจำนวนมาก ในเขตกรุงเทพมหานครถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่สีแดง มีมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดที่เข้มงวด ส่งผลให้เกิดอุปสรรคในการติดต่อระหว่างหน่วยงานนั้น แม้ในช่วงปี 2563 เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid – 19) ดังที่ผู้ร้องฎีกาก็ตาม แต่เมื่อคดีนี้ผู้ร้องทราบถึงความเสียหายและจำนวนค่าเสียหายในมูลหนี้ค่าตรวจสอบความเสียหายโครงสร้างอาคารที่จำเลยก่อสร้างตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2560 และในมูลหนี้ค่าเสียหายสำหรับการปรับปรุงแก้ไขโครงสร้างพื้นชั้น G บริเวณลานจอดรถอาคารที่ทำการศาลจังหวัดนครปฐมตั้งแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2561 ก่อนที่จะมีการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid – 19) แล้ว ผู้ร้องย่อมมีโอกาสและมีเวลาเพียงพอที่จะยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อศาลล้มละลายกลางก่อนที่จะมีการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid – 19) ได้ ดังนี้ ผู้ร้องจึงจะอ้างเหตุดังกล่าวมาเป็นเหตุผลในการยื่นคำร้องขอชำระหนี้เพิ่มเติมเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาตามมาตรา 91 ไม่ได้ การที่ผู้ร้องมายื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลางเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2565 เพื่อขออนุญาตยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายหลังจากที่ผู้ร้องทราบถึงมูลหนี้ที่ผู้ร้องมีสิทธิเรียกร้องเอาแก่จำเลยเพิ่มเติมเป็นเวลานานถึง 5 ปี 4 เดือน และ 3 ปี 8 เดือน ตามลำดับนั้น จึงเป็นระยะเวลาที่เกินสมควร พฤติการณ์แห่งคดีไม่มีเหตุผลอันสมควรที่จะมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ได้ตามมาตรา 91/1 ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้นเช่นกัน
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

คู่ความ
โจทก์ - บริษัท ท.
ผู้ร้อง - สำนักงาน ศ.
จำเลย - บริษัท อ.
กฎหมายที่อ้าง
พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 — ม. 91, ม. 91/1
องค์คณะ
วิทยา พรหมประสิทธิ์
เผด็จ ชมพานิชย์
จักรี พงษธา
ศาลชั้นต้น/อุทธรณ์
ศาลล้มละลายกลาง - นางนลินธร ชาติศิริ ปัญญารัตน์
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ - นายเอื้อน ขุนแก้ว

ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว

ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหาฎีกาอื่นข้อกฎหมายและมาตรา