ฎีกา ปี พ.ศ. 2538 แพ่ง
ฎีกาที่ 5317/2538
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
สัญญาพิพาทมีข้อความระบุไว้ชัดตั้งแต่ชื่อของสัญญาตลอดจนข้อสัญญาทุกข้อว่าเป็นสัญญาจะขายฝาก เพียงแต่ไม่มีกำหนดเวลาว่าจะไปทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เมื่อใดเท่านั้น จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นสัญญาขายฝากเพราะตามสัญญาได้ระบุความรับผิดของทั้งสองฝ่ายไว้ในกรณีไม่ไปทำหนังสือและจดทะเบียนตามกำหนด แสดงถึงเจตนาของคู่สัญญาว่ามิได้มีเจตนาจะทำสัญญาขายฝาก หากแต่ต้องการให้เป็นเพียงสัญญาจะขายฝากซึ่งจะต้องได้มีการทำหนังสือจดทะเบียนกันให้ถูกต้องอีกครั้งหนึ่ง จึงกำหนดหน้าที่ความรับผิดของคู่สัญญาไว้ ส่วนที่กำหนดเวลาไถ่คืนไว้ในสัญญานี้ด้วยก็เพื่อให้เป็นการแน่นอนว่า ถ้าได้ทำหนังสือจดทะเบียนโดยถูกต้องแล้วกำหนดเวลาไถ่คืนต้องเป็นไปตามนั้นทั้งโฉนดที่ดินที่จะขายฝากอยู่ที่บุคคลภายนอก จึงจำเป็นอยู่เองที่คู่กรณีจะต้องทำเป็นสัญญาจะขายฝากไว้ก่อน เมื่อได้โฉนดที่ดินมาแล้วจึงไปทำสัญญากันในภายหลัง ดังนั้นเมื่อสัญญาพิพาทมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสำคัญแล้ว โจทก์ก็ฟ้องร้องให้บังคับคดีได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคสอง
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2533 จำเลยทำสัญญาจะขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 9967 และบ้านเลขที่ 28 ซึ่งอยู่บนที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์เป็นเงิน 350,000 บาท โจทก์ได้วางเงินมัดจำให้จำเลยรับไปแล้ว 330,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก20,000 บาท จะชำระให้ในวันจดทะเบียนขายฝากโดยตกลงกำหนดเวลาไถ่คืนภายใน 1 ปี ต่อมาจำเลยผิดนัดไม่ยอมไปจดทะเบียนขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง และรับเงินที่เหลืออีก 20,000 บาททำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 9967 และสิ่งปลูกสร้างที่อยู่บนที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ในราคา 350,000 บาท มีกำหนดระยะเวลาไถ่ถอน1 ปี นับแต่วันจดทะเบียน และให้จำเลยรับเงินที่เหลืออีก20,000 บาท หากจำเลยไม่ไปจดทะเบียนขายฝากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวไม่ว่ากรณีใด ๆ ขอให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทน และให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 9967 แก่โจทก์หากไม่สามารถดำเนินการจดทะเบียนขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ได้ไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ให้จำเลยคืนเงิน 337,865.76บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน330,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยให้การว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาที่ไม่นำเงินส่วนที่เหลือจำนวน 20,000 บาท มาชำระให้แก่จำเลยในวันที่ 20 ธันวาคม 2533 โจทก์ได้แก้ไขวันที่ในสัญญาจากวันที่ 20 ธันวาคม 2533 เป็นวันที่ 20 มกราคม 2534 โดยจำเลยไม่รู้เห็นยินยอมอันเป็นเจตนาไม่สุจริต ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยไปจดทะเบียนขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 9967 และบ้านเลขที่ 28 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดดังกล่าว แก่โจทก์เป็นเงิน 350,000 บาท โดยใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้รับซื้อฝากมีกำหนดระยะเวลาไถ่ถอน 1 ปี นับแต่วันจดทะเบียนและให้จำเลยรับเงินส่วนที่เหลืออีก 20,000 บาท จากโจทก์ หากจำเลยไม่ไปจดทะเบียนขายฝากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้แก่โจทก์ไม่ว่าด้วยเหตุใด ให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาในการจดทะเบียนขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยต่อเจ้าพนักงานที่ดินแทนจำเลยแก่โจทก์และให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 9967 แก่โจทก์เพื่อจะนำไปจดทะเบียนการขายฝากดังกล่าว หากจำเลยไม่สามารถดำเนินการจดทะเบียนการขายฝากดังกล่าวให้โจทก์ได้ไม่ว่าด้วยเหตุใด ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 330,000 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2533 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์อย่างคนอนาถาศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาตามเอกสารหมาย จ.1 ความว่า จำเลยจะขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 9967 พร้อมบ้านเลขที่ 28 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าวในราคา 350,000 บาท ให้แก่โจทก์ กำหนดเวลาไถ่คืนภายใน1 ปี และโจทก์ชำระเงินให้จำเลยแล้วจำนวน 330,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 20,000 บาท จะชำระให้ในวันที่นัดไปจดทะเบียนที่สำนักงานที่ดิน ครบกำหนดตามสัญญาจำเลยไม่ไปจดทะเบียนขายฝากให้แก่โจทก์มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า สัญญาตามเอกสารหมาย จ.1 เป็นสัญญาขายฝากหรือสัญญาจะขายฝากและมีผลบังคับหรือไม่เห็นว่า สัญญาเอกสารหมาย จ.1 มีข้อความระบุไว้ชัดตั้งแต่ชื่อของสัญญาตลอดจนข้อสัญญาทุกข้อว่าเป็นสัญญาจะขายฝากเพียงแต่ไม่มีกำหนดเวลาว่าจะไปทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เมื่อใดเท่านั้น ไม่อาจถือได้ว่าเป็นสัญญาขายฝากเพราะตามสัญญาข้อ 3 ได้ระบุความรับผิดของทั้งสองฝ่ายไว้ ในกรณีไม่ไปทำหนังสือและจดทะเบียนตามกำหนด แสดงถึงเจตนาของคู่สัญญาว่ามิได้มีเจตนาจะทำสัญญาขายฝาก หากแต่ต้องการให้เป็นเพียงสัญญาจะขายฝากซึ่งจะต้องได้มีการทำหนังสือจดทะเบียนกันให้ถูกต้องอีกครั้งหนึ่ง จึงกำหนดหน้าที่ความรับผิดของคู่สัญญาไว้ส่วนที่กำหนดเวลาไถ่คืนไว้ในสัญญานี้ด้วยก็เพื่อให้เป็นการแน่นอนว่า ถ้าได้ทำหนังสือจดทะเบียนโดยถูกต้องแล้วกำหนดเวลาไถ่คืนต้องเป็นตามนั้น อีกประการหนึ่งโฉนดที่ดินที่จะขายฝากอยู่ที่กรมบังคับคดี จึงจำเป็นอยู่เองที่คู่กรณีจะต้องทำเป็นหนังสือจะขายฝากไว้ก่อน เมื่อได้โฉนดที่ดินมาแล้วจึงไปทำสัญญากันในภายหลัง ดังนั้นสัญญาเอกสารหมาย จ.1 จึงเป็นสัญญาจะขายฝาก ซึ่งเมื่อหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสำคัญแล้ว ก็ฟ้องร้องให้บังคับคดีได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคสอง ไม่เป็นโมฆะโจทก์มีสิทธิฟ้องบังคับตามสัญญาได้ ส่วนปัญหาตามฎีกาของโจทก์ประการหลังว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา ศาลฎีกาวินิจฉัยพยานโจทก์จำเลยที่นำสืบแล้วเชื่อได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาพิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - นาย นันทชัย คชประภา
จำเลย - นาง จินตนา ฉัตร ทอง - กฎหมายที่อ้าง
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ม. 171, ม. 456, ม. 491
- องค์คณะ
- ชัยวัฒน์ ดุลยปวีณ
ก้าน อันนานนท์
อัครวิทย์ สุมาวงศ์
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา