ฎีกา ปี พ.ศ. 2538 แพ่ง
ฎีกาที่ 5350/2538
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้จำนวน 277,000 บาทตามเอกสารสัญญากู้ยืมเงิน จำเลยให้การว่าโจทก์จะซื้อที่ดินจากจำเลย ได้วางเงินมัดจำ 277,000 บาท แก่จำเลยเอกสารสัญญากู้ยืมเงินไม่ใช่หลักฐานการกู้เงิน จำเลยจึงนำสืบข้อเท็จจริงตามคำให้การได้ว่าเงินตามที่ระบุไว้ในเอกสารดังกล่าว เป็นเงินมัดจำที่โจทก์วางไว้แก่จำเลยเพราะเป็นการนำสืบถึงความไม่มีมูลหนี้ที่จำเลยต้องรับผิดหรืออีกนัยหนึ่งหนี้ที่ระบุในสัญญากู้ไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 วรรคท้าย
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกู้เงินโจทก์ 16 ครั้ง รวมเป็นเงิน277,000 บาท จำเลยตกลงจะชำระคืนเมื่อจำเลยหาที่ดินมาขายให้โจทก์ โดยหักเอาจากราคาที่ดิน จำเลยไม่นำที่ดินมาขายให้โจทก์โจทก์ทวงถาม จำเลยเพิกเฉย โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันรับเงินกู้แต่ละครั้ง ถึงวันฟ้องเป็นเงิน203,917.44 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน480,917.44 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน 277,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยให้การว่า โจทก์จะซื้อที่ดินจากจำเลยจำนวน 350 แปลงวางเงินมัดจำไว้จำนวน 277,000 บาท หลักฐานที่โจทก์นำมาฟ้องไม่ใช่หลักฐานการกู้ยืม ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์จะฟ้องคดีใหม่ภายในอายุความ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 94 ตำบลประเวศ (คลองประเวศฝั่งใต้)อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร จำเลยจัดสรรแบ่งเป็นแปลงย่อย390 แปลง ขายไปแล้ว 23 แปลง โจทก์ตกลงจะซื้อที่ดินแปลงที่เหลือทั้งหมดในราคา 6,000,000 บาท แต่ยังไม่ได้ทำสัญญาจะซื้อขายเป็นหนังสือต่อกันเนื่องจากไม่ได้ระบุวันรับโอนที่ดินนั้นเพราะโจทก์จะต้องเสนอโครงการเพื่อกู้เงินต่อทางธนาคารก่อนระหว่างนั้นจำเลยได้รับเงินไปจากโจทก์รวม 16 ครั้ง โดยทำบันทึกการเงินไว้ตามเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.9 รวมเป็นเงิน277,000 บาท มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าเงินจำนวน 277,000 บาท นั้นเป็นเงินที่จำเลยกู้ไปจากโจทก์หรือไม่จำเลยเบิกความว่า ในวันที่จำเลยมอบสำเนาโฉนดที่ดินและแผนผังการจัดสรรที่ดินให้โจทก์ โจทก์วางเงินมัดจำไว้ 40,000 บาทเพื่อไม่ให้จำเลยขายที่ดินแก่ผู้อื่น โดยขอเวลา 7 วัน จะมาทำสัญญากัน แต่เมื่อครบกำหนดโจทก์แจ้งว่าตรวจสอบหลักฐานไม่เสร็จขอให้ระงับการขายต่อไปอีก 2 สัปดาห์ และวางเงินมัดจำให้แก่จำเลยไว้อีก 50,000 บาท แต่ก็ยังไม่อาจทำสัญญากันได้ โดยโจทก์อ้างว่าหลักฐานไม่พร้อมและขอผัดผ่อนอีกหลายครั้ง แต่ละครั้งก็วางเงินมัดจำและทำบันทึกการรับเงินไว้ จนครั้งสุดท้ายจำเลยให้โอกาสเป็นเวลา 1 เดือน แต่โจทก์ก็มิได้มารับโอนที่ดินตามกำหนดจำเลยจึงได้ขายที่ดินดังกล่าวแก่ผู้อื่นไป ส่วนโจทก์เบิกความยืนยันว่า ตามเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.9 มีข้อความระบุชัดแจ้งว่าเป็นการยืมเงินกัน หาได้ระบุว่าเงินมัดจำไม่ เห็นว่า การที่จำเลยรับเงินจากโจทก์ตามหลักฐานเอกสารหมาย จ.11 ถึง จ.9เป็นช่วงระยะเวลาที่โจทก์จำเลยเจรจาตกลงจะซื้อที่ดิน แต่เนื่องจากโจทก์จะต้องขอกู้เงินจากธนาคารมาซื้อซึ่งตามปกติต้องใช้เวลาประมาณ 6 เดือน ที่ดินของจำเลยมีจำนวน 355 แปลง ราคาที่จะซื้อขายเป็นเงินถึง 6,000,000 บาท ย่อมไม่มีเหตุใดที่จำเลยจะยอมผูกพันต่อโจทก์ไม่ขายที่ดินดังกล่าวแก่บุคคลอื่น โดยไม่ได้ทำหลักฐานหรือหนังสือสัญญาจะซื้อขายไว้ต่อกันอันเป็นการผิดวิสัยที่จำเลยจะยอมเสียประโยชน์แต่เพียงฝ่ายเดียวโดยไม่มีสิ่งใดตอบแทนหรือเป็นหลักประกันจากโจทก์เลย และตามเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.9ซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นหลักฐานที่จำเลยกู้เงินโจทก์รวม 16 ครั้งแต่ละครั้งมีจำนวนตั้งแต่ 1,000 บาท ไปจนถึง 56,000 บาทและเป็นระยะที่อยู่ระหว่างรอการอนุมัติของธนาคารตามที่โจทก์อ้างซึ่งสอดคล้องกับทางนำสืบของจำเลยยิ่งกว่าข้อนำสืบของโจทก์แม้เอกสารการรับเงินไปจะระบุว่าเป็นการกู้เงิน แต่มีข้อตกลงในการชำระเงินคือเมื่อซื้อขายที่ดินกันแล้วจึงจะหักเงินจำนวนที่รับไปนั้น อันแสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งถึงเจตนาของโจทก์และจำเลย ว่าโจทก์มอบเงินแก่จำเลยไว้เนื่องจากข้อตกลงที่จะซื้อขายที่ดินกันนั่นเอง ถือได้ว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินมัดจำตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 377 มิใช่เป็นการกู้ยืมดังที่โจทก์ฟ้องว่า ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์จำเลยยังมิได้ทำสัญญาซื้อขายกันเงินดังกล่าวย่อมไม่เป็นมัดจำนั้น เห็นว่าโจทก์จำเลยต่างรับกันว่าโจทก์ตกลงจะซื้อที่ดินของจำเลยจำนวน355 แปลง อันเป็นจำนวนที่แน่นอนในราคา 6,000,000 บาทเช่นนี้ย่อมเป็นเจตนาของโจทก์จำเลยที่จะก่อให้เกิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินต่อกันแล้ว แต่เนื่องจากฝ่ายโจทก์ยังจะต้องรอการอนุมัติเงินกู้จากทางธนาคารก่อนซึ่งยังไม่แน่นอนว่าเป็นเมื่อใดจึงกำหนดวันโอนที่ดินและชำระราคากันไม่ได้และไม่ได้ทำสัญญาเป็นหนังสือไว้ ฉะนั้น เงินที่มอบไว้ต่อกันย่อมเป็นมัดจำที่ผูกพันคู่กรณีให้ฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ ข้อตกลงระหว่างโจทก์จำเลยหาใช่เป็นเพียงคำมั่นว่าจะซื้อขายที่ดินดังที่โจทก์อ้างไม่ข้อที่โจทก์ฎีกาว่า เอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.9 ระบุไว้ชัดแจ้งว่าเป็นการกู้เงิน จำเลยนำสืบพยานบุคคลว่าเป็นการวางเงินมัดจำไม่ได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 นั้นเห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้จำนวน 277,000 บาทตามเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.9 จำเลยให้การว่าโจทก์จะซื้อที่ดินจากจำเลยได้วางเงินมัดจำ 277,000 บาท แก่จำเลย เอกสารหมาย จ.1ถึง จ.9 ไม่ใช่หลักฐานการกู้เงิน จำเลยจึงนำสืบข้อเท็จจริงตามคำให้การได้ว่าเงินตามที่ระบุไว้ในเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.9เป็นเงินมัดจำที่โจทก์วางไว้แก่จำเลย เพราะเป็นการนำสืบถึงความไม่มีมูลหนี้ที่จำเลยต้องรับผิดหรืออีกนัยหนึ่งหนี้ที่ระบุไว้ในสัญญากู้ไม่สมบูรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 94 วรรคท้าย ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว"พิพากษายืน
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - นาย สุวิชญหรือจักรศร บุญญสาตะ
จำเลย - นาย มนัส พงษ์ รูป - กฎหมายที่อ้าง
- ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง — ม. 94
- องค์คณะ
- อร่าม หุตางกูร
ไพศาล รางชางกูร
สมพล สัตยาอภิธาน
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา