ฎีกา ปี พ.ศ. 2539 แพ่ง
ฎีกาที่ 5353/2539
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสิบเอ็ดร่วมกันละเมิดต่อโจทก์ขอให้ร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ซึ่งมูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ไม่อาจแบ่งแยกได้แม้จำเลยที่4ที่8และที่9จะไม่ได้ยกอายุความขึ้นต่อสู้และจำเลยอื่นมิได้ยื่นคำร้องให้ศาลชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวก็ได้รับประโยชน์จากข้อต่อสู้และคำร้องขอชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยที่3และที่7ด้วยโดยถือการดำเนินกระบวนพิจารณาของคู่ความร่วมคนหนึ่งเมื่อกระทำไปแล้วย่อมถือว่าได้กระทำแทนคู่ความอื่นร่วมด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา59(1)
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
โจทก์ฟ้องมูลละเมิด ขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบเอ็ดร่วมกันรับผิดชดใช้ราคาเครื่องสูบน้ำให้โจทก์ ซึ่งในขณะเกิดเหตุมีราคาเครื่องละ 60,000 บาท รวมทั้งสิ้น 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 9 ขาดนัดยื่นคำให้การจำเลยที่ 1 ให้การว่า อธิบดีกรมตำรวจทราบเหตุละเมิดและผู้ตัวผู้ทำละเมิดตั้งแต่วันที่ 7 พฤษภาคม 2535 โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2536 จึงเกิน 1 ปี และเกิน 10 ปี นับแต่วันทำละเมิดเมื่อ พ.ศ. 2517 คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ให้การว่า อธิบดีกรมตำรวจทราบเหตุละเมิดและรู้ตัวผู้กระทำละเมิดตั้งแต่วันที่ 11 พฤษภาคม 2535โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2536 จึงเกิน 1 ปี นับแต่อธิบดีกรมตำรวจทราบถึงเหตุละเมิดและรู้ตัวผู้กระทำละเมิดและเกิน 10 ปี นับแต่วันทำละเมิด คดีโจทก์จึงขาดอายุความขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ให้การว่า โจทก์ทราบว่าเครื่องสูบน้ำตามฟ้องสูญหายตั้งแต่ พ.ศ. 2517 แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่29 มิถุนายน 2536 ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 6 ให้การว่า เหตุคดีนี้เมื่อ พ.ศ. 2517 โจทก์ทราบเหตุละเมิดและรู้ตัวผู้กระทำผิดตั้งแต่วันที่ 7 พฤษภาคม 2535แต่โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2536 ซึ่งเกิน10 ปี นับแต่วันเกิดเหตุละเมิดและเกิน 1 ปี นับแต่โจทก์ทราบเหตุละเมิดและรู้ตัวผู้กระทำผิด ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 7 ให้การว่า เหตุละเมิดเกิดตั้งแต่ พ.ศ. 2517ทั้งโจทก์ก็ยืนยันในคำฟ้องว่าอธิบดีกรมตำรวจทราบถึงมูลละเมิดและตัวผู้กระทำผิด ตั้งแต่วันที่ 11 พฤษภาคม 2535 แล้ว ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 8 ให้การว่า จากรายงานของคณะกรรมการสอบสวนหาตัวผู้รับผิดทางแพ่งเมื่อ พ.ศ. 2532 จะเห็นได้ว่าเครื่องสูบน้ำตามฟ้องมิได้สูญหายจริง แต่เหตุที่หาไม่พบเพราะการบริหารงานพัสดุในขณะเกิดเหตุยังไม่รัดกุมเพียงพอ ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 10 ให้การว่า ฟ้องโจทก์ยืนยันว่าอธิบดีกรมตำรวจทราบมูลละเมิดและผู้ทำละเมิดตั้งแต่วันที่ 11 พฤษภาคม 2535แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2536 ซึ่งเกิน 1 ปีคดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 11 ให้การว่า โจทก์ทราบมูลละเมิดและผู้ทำละเมิดแล้วตั้งแต่วันที่ 7 พฤษภาคม 2535 แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2536 เกิน 1 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความขอให้ยกฟ้องระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 3 และที่ 7 ยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่า ฟ้องขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 หรือไม่ศาลชั้นต้น พิพากษายก ฟ้องโจทก์ อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนโจทก์ ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายที่ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความตามคำร้องของจำเลยที่ 3 และที่ 7 แล้วพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งสิบเอ็ด โดยที่จำเลยที่ 4 และที่ 9 ขาดนัดยื่นคำให้การ และจำเลยที่ 8ไม่ได้ยกอายุความขึ้นต่อสู้ และจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 6ที่ 8 ที่ 10 และที่ 11 ต่างไม่มีความประสงค์จะให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 และที่ 7 กระทำแทนจำเลยอื่น ชอบที่ศาลชั้นต้นจะต้องพิจารณาสืบพยานโจทก์และจำเลยต่อไป การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยยกฟ้องไปถึงจำเลยอื่นด้วยไม่ชอบนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสิบเอ็ดร่วมกันละเมิดต่อโจทก์ ขอให้ร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ซึ่งมูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ไปอาจแบ่งแยกได้ แม้จำเลยที่ 4 ที่ 8 และที่ 9 จะไม่ได้ยกอายุความขึ้นต่อสู้ และจำเลยอื่นมิได้ยื่นคำร้องให้ศาลชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ก็ได้รับประโยชน์จากข้อต่อสู้และคำร้องขอชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยที่ 3 และที่ 7ด้วย โดยถือว่าการดำเนินกระบวนพิจารณาของคู่ความร่วมคนหนึ่งเมื่อกระทำไปแล้ว ย่อมถือว่าได้กระทำแทนคู่ความอื่นร่วมด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 59(1) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - กรมตำรวจ
จำเลย - พลตำรวจโท เฉลิม โรจนประดิษฐ์ กับพวก - กฎหมายที่อ้าง
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ม. 193/29, ม. 193 เดิม
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง — ม. 24, ม. 59 (1), ม. 177 - องค์คณะ
- สมคิด ไตรโสรัส
พรชัย สมรรถเวช
สถิตย์ ไพเราะ
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา