ฎีกา ปี พ.ศ. 2534 อาญา

ฎีกาที่ 5394/2534

คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)

โจทก์ไม่ได้ตัวผู้เสียหายมาเบิกความเป็นพยาน คงมีแต่ ฉ. เบิกความว่าผู้เสียหายได้เล่าให้ฟังว่าจำเลยใช้อาวุธปืนยิง ผู้เสียหายกับมีคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหาย และบันทึก การ ชี้ ตัวจำเลยเป็นพยาน ซึ่งล้วนแต่เป็นพยานบอกเล่ามีน้ำหนักน้อย ไม่อาจฟังลงโทษจำเลยได้

คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)

โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339, 340 ตรี, 288, 289, 80, 90 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 11 ลงวันที่ 21พฤศจิกายน 2514 ข้อ 14, 15 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา(ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2525 มาตรา 13, 14 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์รถจักรยานยนต์จำนวน 1 คัน ราคา 35,500 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่เจ้าของ จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(7) ประกอบกับมาตรา 80 ให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์รถจักรยานยนต์ 1 คัน ราคา 35,500 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่เจ้าของ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ปัญหาจะต้องวินิจฉัยมีว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์หรือไม่ นายเฉลิม แวววงษ์ทอง พยานโจทก์เบิกความว่าหลังจากทราบว่าผู้เสียหายถูกยิงได้รับบาดเจ็บและไปรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร จึงได้ไปเยี่ยมผู้เสียหายที่โรงพยาบาลดังกล่าว ได้รับคำบอกเล่าจากผู้เสียหายว่า วันเวลาเกิดเหตุจำเลยได้นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ผู้เสียหายไประหว่างทางจำเลยได้ชิงเอารถจักรยานยนต์ที่ผู้เสียหายขับขี่ไปและใช้อาวุธปืนยิงทำร้ายผู้เสียหาย เมื่อไปดูที่เกิดเหตุในวันรุ่งขึ้นแล้วจึงได้ไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอส่องดาวในวันเดียวกัน สำหรับนายชัชชัย แวววงษ์ทอง ผู้เสียหาย โจทก์ไม่ได้ตัวมาเบิกความเป็นพยาน คงอ้างส่งบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนและบันทึกการชี้ตัวของผู้เสียหายเป็นพยาน ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 ตามลำดับ ซึ่งตามบันทึก คำให้การชั้นสอบสวนดังกล่าวได้ความว่าวันเวลาเกิดเหตุผู้เสียหายได้ขับขี่รถจักรยานยนต์พาจำเลยไปหาเพื่อนจำเลยที่อำเภอส่องดาว ระหว่างทางจำเลยได้ชิงเอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายและใช้อาวุธปืนยิงทำร้ายผู้เสียหายและเมื่อจับกุมจำเลยได้พนักงานสอบสวนได้ให้ผู้เสียหายชี้ตัวจำเลย ผู้เสียหายชี้ตัวได้ถูกต้อง นอกจากพยานบุคคลและพยานเอกสารดังกล่าวแล้ว โจทก์ไม่มีพยานอื่นเบิกความว่าจำเลยเป็นคนร้ายชิงทรัพย์ผู้เสียหาย เห็นว่า ทั้งคำเบิกความของนายเฉลิม บันทึกคำให้การชั้นสอบสวนและบันทึกการชี้ตัวของผู้เสียหายล้วนเป็นพยานบอกเล่ามีน้ำหนักน้อย เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสืบประกอบให้มั่นคงก็ไม่อาจฟังลงโทษจำเลยได้" พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

คู่ความ
โจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัด สกลนคร
จำเลย - นาย สำ หรือ สมจิตร ศรีดา บุตร
กฎหมายที่อ้าง
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา — ม. 226, ม. 227
องค์คณะ
อุระ หวังอ้อมกลาง
เสริมพงศ์ วรยิ่งยง
เพ็ง เพ็งนิติ

ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว

ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหาฎีกาอื่นข้อกฎหมายและมาตรา